ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็ในอธิการนี้ ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นอยู่ ณ ที่นี้เอง มองเห็นรูปได้ด้วยตาทิพย์ ฟังเสียงได้ด้วยโสตธาตุอันเป็นทิพย์ กำหนดใจด้วยเจโตปริยญาณแม้ใด ด้วยฤทธิ์เพียงเท่านี้ยังไม่ชื่อว่าทำอำนาจให้เป็นไปทางกาย แม้ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นอยู่ ณ ที่นี้เอง ยืนร่วมเจรจาสนทนากับพรหมนั้นแม้ใด แม้ด้วยฤทธิ์เพียงเท่านี้ยังไม่ชื่อว่าทำอำนาจให้เป็นไปทางกาย แม้การอธิษฐานของภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นเป็นต้นว่า อธิษฐานแม้ที่ไกล ๆ ให้เป็นที่ใกล้แม้ใด แม้ด้วยฤทธิ์เพียงเท่านี้ก็ยังไม่ชื่อว่าทำอำนาจให้เป็นไปทางกายเลย แม้ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นไปสู่พรหมโลก ด้วยทั้งกายที่ยังปรากฏหรือไม่ปรากฏก็ได้แม้ใด แม้ด้วยฤทธิ์เท่านี้ก็ยังไม่ชื่อว่าทำอำนาจให้เป็นไปทางกาย ก็แลภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นปฏิบัติตามวิธีที่ท่านกล่าวไว้โดยใจความเป็นต้นว่า ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นนิมิตรูปข้างหน้าพรหมนั้นก็ได้ฉะใด ด้วยฤทธิ์มีประมาณเท่านี้ จึงจะชื่อว่าทำอำนาจให้เป็นไปทางกายได้ ส่วนคำที่เหลือในบทนี้ ท่านกล่าวไว้ก็เพื่อแสดงถึงปุรพภาคแห่งฤทธิ์ ซึ่งเป็นเหตุทำอำนาจให้เป็นไปทางกายได้
[๓๙๘] ส่วนวิกุพพนาฤทธิ์และมโนมยาฤทธิ์ มีข้อแตกต่างกันดังต่อไปนี้ อันดับแรก พระโยคีผู้เมื่อจะทำวิกุพพนาฤทธิ์ พึงอธิษฐานแปลงเพศให้เป็นไปตามที่ตนมุ่งปรารถนาได้ทุก ๆ เพศ เช่นแปลงเพศเป็นเด็กน้อยเป็นต้น ซึ่งท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุผู้มีฤทธิ์นั้นละเพศเดิมของตนแล้ว แสดงเพศแปลงเป็นเด็กน้อย หรือแสดงเพศแปลงเป็นนาค แสดงเพศแปลงเป็นครุฑ แสดงเพศแปลงเป็นอสูร แสดงเพศแปลงเป็นพระอินทร์ แสดงเพศแปลงเป็นเทวดา แสดงเพศแปลงเป็นพระพรหม แสดงเพศแปลงเป็นทะเล แสดงเพศแปลงเป็นภูเขา แสดงเพศแปลงเป็นราชสีห์ แสดงเพศแปลงเป็นเสือโคร่ง แสดงเพศแปลงเป็นเสือเหลือง แสดงเพศแปลงเป็นทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ และเป็นทัพเดินเท้าก็ได้ หรือแสดงเพศแปลงเป็นกองทัพ