visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 718 | >>

ที่นึกถึงท่าน นี่กระผมจะทำอย่างไรดี ?” ภิกษุผู้บัณฑิตนั้นพึงจะกล่าวว่า “อย่าคิดไปเลยคุณ พระเถระท่านไม่ถือเป็นโทษดอก จงสบายใจเสียเถิด” ฝ่ายภิกษุนั้นพึงผินหน้าไปทางที่พระอริยเจ้าท่านไปแล้วประกอบอัญชลีกล่าวว่า “ขอท่านจงยกโทษให้กระผมเถิด” ถ้าหากพระเถระรูปนั้นปรินิพพานเสียแล้ว ก็ควรไปยังที่ใกล้เตียงนอนปรินิพพานของท่าน ถึงจะไปยังป่าช้าก็ให้ท่านยกโทษให้แก่ตนได้ เมื่อทำได้ดังนี้ กรรมนั้นไม่เป็นอันห้ามสวรรค์และไม่กั้นมรรคผลนิพพาน ก็จะกลับเป็นปกติได้ดังเดิม

คำว่า เป็นคนมีมิจฉาทิฏฐิ คือเป็นคนมีความเห็นวิปริต คำว่า สมาทานกรรมของมิจฉาทิฏฐิ คือผู้มีกรรมหลายอย่างที่ตนยึดมั่นไว้ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ ทั้งยังจะชักชวนคนอื่น ๆ ไปในทางกายกรรมเป็นต้นอันมีมิจฉาทิฏฐิเป็นเหตุอีกด้วย อนึ่ง ในอธิการนี้พึงทราบว่า แม้เมื่ออริยุปวาทท่านสงเคราะห์แล้วด้วยศัพท์ก็คือมิจฉาทิฏฐิ และเมื่อมิจฉาทิฏฐิท่านสงเคราะห์แล้วด้วยศัพท์ก็คือมโนทุจริตก็ดี การกล่าวทั้ง ๒ บทนี้ไว้อีกก็เพื่อจะแสดงถึงว่า กรรมทั้ง ๒ เหล่านี้มีโทษมาก จริงอยู่ อริยุปวาทมีโทษมากเพราะเป็นเช่นเดียวกับอนันตริยกรรม จริงอย่างนั้น ถึงพระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า สารีบุตร ภิกษุถึงพร้อมด้วยศีล ถึงพร้อมด้วยสมาธิ ถึงพร้อมด้วยปัญญา พึงบรรลุพระอรหัตในภพนี้ได้เลย ฉันใด สารีบุตร เรากล่าวอุปมัยนี้ว่าเหมือนอย่างนั้น คือเป็นที่แน่นอนทีเดียว คนที่ไม่ละอาจานั้น ไม่ละมิจฉาทิฏฐินั้น จะต้องตกนรกวาจจิต และทิฏฐินั้นฝังแล้ว เหมือนลูกนายนิรยบาลฝังไว้แล้วในนรก ฉะนั้น ก็ความชั่วอย่างอื่นที่จะชื่อว่าโทษมากกว่ามิจฉาทิฏฐินั้นเห็นจะไม่มีแน่ สมดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่เคยเห็นธรรมอย่างอื่นแม้สักอย่างเดียว ที่จะมีโทษมากยิ่งเหมือนมิจฉาทิฏฐิเลยนะภิกษุทั้งหลาย โทษทั้งหลาย มีมิจฉาทิฏฐิเป็นยอดของโทษ

คำว่า เพราะกายแตก คือ เพราะสละอุปาทินนขันธ์ คำว่า เบื้องหน้าแต่ตาย คือในการถือเอาขันธ์ซึ่งเกิดใหม่ในลำดับแห่งอุปาทินนขันธ์นั้น อีกอย่างหนึ่ง คำว่า เพราะกายแตก คือเพราะชีวิตินทรีย์ขาดสิ้นไป คำว่า เบื้องหน้าแต่ตาย คือ ต่อจากจุติจิตไป คำว่า อบาย เป็นต้น ทุกคำใช้เป็นคำเรียกแทน นรกนั่นเอง จริงอยู่ นรกได้ชื่อว่าอบายเพราะปราศจากความเจริญซึ่งสมมติว่าเป็นบุญอันเป็นเหตุแห่งสวรรค์

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka