ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็ปัญญานี้นั้น เป็นธรรมชาติที่ละเอียดเห็นได้ยาก เพราะมีความแตกต่างกันที่บุคคล แยกไม่ดีว่า ที่ใดมีสัญญาและวิญญาณ ที่นั้นไม่มีปัญญาโดยส่วนเดียว ก็ในกาลใดมีปัญญา ในกาลนั้น ปัญญาก็ยังแยกออกจากธรรมเหล่านั้นไม่ได้ว่า “นี่สัญญา นี่วิญญาณ นี่ปัญญา” เพราะเหตุนั้น พระนาคเสนผู้มีอายุ จึงถวายพระพรแด่พระเจ้ามิลินทร์ว่า “มหาบพิตร พระผู้มีพระภาคทรงทำอะไรที่บุคคลทำได้ยากแล้ว” พระเจ้ามิลินทร์ตรัสถามว่า “ท่านพระนาคเสนผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคทรงทำอะไรที่ทำได้ยากหรือ” “มหาบพิตรการกำหนดธรรมทั้งหลายเหล่านี้ที่ไม่มีรูป คือจิตและเจตสิกให้เป็นไปในอารมณ์เดียวกัน ซึ่งพระองค์ตรัสไว้ว่า “นี่ผัสสะ นี่เวทนา นี่ปัญญา นี่เจตนา นี่จิต” ดังนี้ นั่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก พระผู้มีพระภาคทรงทำแล้ว”
[๔๒๔] ในปัญหาข้อว่า ลักษณะ กิจ ผล เหตุใกล้ของปัญญานั้น เป็นอย่างไร ? นี้พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไปนี้ :-
ปัญญา มีการแทงตลอดสภาวธรรมเป็นลักษณะ มีการกำจัดความมืดคือโมหะที่ปกปิดสภาวะความเป็นจริงของธรรมทั้งหลายเป็นกิจ มีความไม่หลงเป็นผล ก็สมาธิเป็นเหตุใกล้ของปัญญานั้น โดยพระบาลีว่า “ผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ ย่อมเห็นตามความเป็นจริง” ดังนี้ :-
[๔๒๕] ปัญหาข้อว่า “ปัญญามีกี่อย่าง” วิสัชนาว่า :- อันดับแรก ว่าโดยลักษณะคือการแทงตลอดสภาวธรรม ปัญญามีอย่างเดียวเท่านั้น
ปัญญามี ๒ อย่าง คือ โลกิยปัญญา ๑ และโลกุตตรปัญญา ๑ เป็น ๒ อย่าง โดยนัยอย่างเดียวกันนั้น คือ ปัญญามีอาสวะ ๑ และไม่มีอาสวะ ๑ ปัญญาที่กำหนดนาม ๑ และที่กำหนดรูป ๑ ปัญญาที่เกิดร่วมกับโสมนัส ๑ และที่เกิดร่วมกับอุเบกขา ๑ ปัญญาที่เป็นทัสสนภูมิ ๑ และที่เป็นภาวนาภูมิ ๑
ปัญญาเป็น ๓ อย่าง คือเป็นจินตามยปัญญา ๑ สุตมยปัญญา ๑ และภาวนามยปัญญา ๑ โดยนัยเดียวกันนั้น คือ ปัญญาที่เป็นปริตตารมมณะ ๑ ที่เป็นมหัคคตารมมณะ ๑ และที่เป็นอัปปมาณารมมณะ ๑ ปัญญาที่เป็นอายโกศล ๑ ที่เป็นอปาย-