ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
โกศล ๑ และที่เป็นอุปายโกศล ๑ และปัญญาโดยอภิญญา ๓ มีอัชฌัตตาภินิเวส (มุ่งมั่นข้างใน) เป็นต้น
ปัญญาเป็น ๔ อย่าง คือเป็นญาณในสัจจ ๔ และเป็นปฏิสัมภิทา ๔
[๔๒๖] ในส่วนแห่งปัญญาเหล่านั้น ปัญญาที่เป็นอย่างเดียว มีเนื้อความชัดเจนแล้ว
ในส่วนแห่งปัญญา ๒ อย่าง มีอธิบายดังนี้ :-
ปัญญาเป็น ๒ อย่าง คือที่เป็นโลกิยะ ๑ และที่เป็นโลกุตตระ ๑ อย่างนี้ คือ ปัญญาที่สัมปยุตด้วยโลกิยมรรค เป็นโลกิยปัญญา ๑ และปัญญาที่สัมปยุตด้วยโลกุตตรมรรค เป็นโลกุตตรปัญญา ๑
ในทุกะที่ ๒ ปัญญาที่เป็นอารมณ์ร่วมกับอาสวะทั้งหลายเป็นปัญญามีอาสวะ ๑ และปัญญาที่ไม่เป็นอารมณ์ร่วมกับอาสวะเหล่านั้นเป็นปัญญาไม่มีอาสวะ ๑ แต่โดยอรรถ ปัญญา ๒ อย่างนั้น ก็คือโลกิยปัญญาและโลกุตตรปัญญาเท่านั้นเอง นัยสารวทุกะอื่นเช่น ปัญญาที่ประกอบกับอาสวะ เป็นปัญญามีอาสวะ และปัญญาที่ไม่ประกอบกับอาสวะ เป็นปัญญาไม่มีอาสวะดังนี้ ปัญญาเป็น ๒ อย่าง โดยเป็นปัญญามีอาสวะและไม่มีอาสวะด้วยประการอย่างนี้
ในทุกะที่ ๓ ปัญญา ๒ อย่าง โดยเป็น นามววัฏฐานปะ และ รูปววัฏฐานปะ อย่างนี้ คือ ปัญญาในการกำหนดอรูปขันธ์ ๔ แห่งภิกษุใครจะเริ่มวิปัสสนาอันใด ปัญญาอันนั้น เป็นนามววัฏฐานปัญญา ปัญญาในการกำหนดรูปขันธ์อันใด ปัญญาอันนั้น เป็นรูปววัฏฐานปัญญา
ในทุกะที่ ๔ ปัญญา ๒ อย่าง โดยเป็น โสมนัสสสหคตะ และ อุเบกขาสหคตะ (เกิดพร้อมด้วยโสมนัสและเกิดพร้อมด้วยอุเบกขา) อย่างนี้ คือ ปัญญาในกามาวจรกุศลจิต ๒ ดวง และในมังคจิตที่เป็นไปในจตุตถฌานโดยปัญจกนัย ๑๖ ดวง เป็นโสมนัสสสหคตปัญญา ปัญญาในกามาวจรกุศลจิต ๒ ดวง และในมังคจิตที่เป็นไปในปัญจมฌาน ๔ ดวง เป็นอุเบกขาสหคตปัญญา