ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
พุทธวจนะ ชื่อว่าปริยัติ การสนใจฟังพระสัทธรรมโดยเคารพ ชื่อว่าสวนะ การกล่าววินิจฉัยคัมภีรบทและอรรถบทในคัมภีร์ทั้งหลายมีพระบาลีและอรรถกถาเป็นต้น ชื่อว่า ปริปุจฉา การประกอบเนือง ๆ ซึ่งวิปัสสนาถึงชั้นใกล้อุนโลมญาณ และโคตรภูญาณ โดยภาวะแห่งพระโยคาวจรผู้มีการไป ๆ มา ๆ อยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ชื่อว่าปุพพโยคะ
อาจารย์อื่นอีกพวกหนึ่ง กล่าวว่า
ปัจจัยเครื่องอุดหนุนของปฏิสัมภิทา มี ๘ คือ ปุพพโยคะ ๑ พาหุสัจจะ ๑ เทศภาษา ๑ อาคม ๑ ปริปุจฉา ๑ อธิคม ๑ ครูสันนิเสย ๑ และมิตตสมบัติ ๑
ในปัจจัยเหล่านั้น ปุพพโยคะก็มีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล ความฉลาดในคัมภีร์ และกระบวนศิลปะทั้งหลาย ชื่อว่า พาหุสัจจะ ความฉลาดในโวหาร ถ้อยคำท้องถิ่น ชื่อว่า เทศภาษา โดยพิเศษความฉลาดในโวหารของชาวมคธ ชื่อว่า เทศภาษา การเล่าเรียนพระพุทธวจนะ โดยที่สุดแม้เพียงโอปัมมวรรค ชื่อว่า อาคม การไต่ถามถึงคำวินิจฉัย เนื้อความแห่งคาถาแม้คาถาหนึ่ง ชื่อว่า ปริปุจฉา ความเป็นพระโสดาบันก็ดี ความเป็นพระสกทาคามีก็ดี ความเป็นพระอนาคามีก็ดี ความเป็นพระอรหัตก็ดี ชื่อว่า อธิคม การอยู่ในสำนักของครูทั้งหลาย ผู้มีสตปฏิภาณมาก ชื่อว่า ครูสันนิเสย การได้มิตรทั้งหลายเห็นปานนั้นนั่นแล ชื่อว่า มิตตสมบัติ ด้วยประการฉะนี้
ในปัจจัยเหล่านั้น พระพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย อาศัยปุพพโยคะและอธิคมเท่านั้น ก็ทรงบรรลุปฏิสัมภิทา พระสาวกทั้งหลายอาศัยเหตุคือปัจจัยเหล่านั้นทุกอย่างจึงได้บรรลุ อนึ่ง การประกอบกัมมัฏฐานภาวนาเป็นส่วนหนึ่งต่างหากสำหรับจะบรรลุปฏิสัมภิทาหามีไม่ แต่การบรรลุปฏิสัมภิทา สำหรับพระเสขะทั้งหลาย ก็มีขึ้นในที่สุดแห่งผลวิโมกข์ขั้นเสขะ สำหรับพระอเสขะทั้งหลายก็มีขึ้นในที่สุดแห่งผลวิโมกข์ขั้นอเสขะนั่นเอง จริงอยู่ ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย สำเร็จแต่พระตถาคตทั้งหลาย ก็ด้วยอริยผลแห่งอริยบุคคลนั้นแล เช่นเดียวกับทศพลญาณ
คำว่า “ปัญญา ๔ อย่าง คือปฏิสัมภิทา ๔” ข้าพเจ้ากล่าวหมายเอาปฏิสัมภิทาเหล่านี้แล