ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ข้อว่า “ความรู้ในการกล่าวอรรถและธรรมตามหลักภาษา” มีอรรถาธิบายว่า สภาวนิรุตติ (ภาษาที่แท้) คือถ้อยคำที่ใช้กันตายตัว ไม่วิปริตคลาดเคลื่อนในอรรถและธรรมนั้น ความรู้ในการกล่าวถ้อยคำคือการพูด การเปล่งถ้อยคำ ได้แก่ความรู้อันถึงซึ่งความแตกฉานในมูลภาษาของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ได้แก่ภาษามคธที่เป็นสภาวนิรุตติ (ภาษาที่แท้) ซึ่งได้ชื่อว่า ธรรมนิรุตติ (ภาษาดี) นั้น โดยนัยว่า พอได้ยินถ้อยคำที่พูด หรือเปล่ง ก็รู้ว่า “นี้เป็นสภาวนิรุตติ นี้ไม่ใช่สภาวนิรุตติ” ดังนี้ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา จริงอยู่ ผู้ถึงนิรุตติปฏิสัมภิทา พอได้ยินคำว่า “ผุสฺโส เวทนา” ดังนี้เป็นต้น ก็รู้ได้ว่า นี้เป็นสภาวนิรุตติ แต่พอได้ยินคำว่า “ผุสฺสา เวทโน” ดังนี้เป็นต้น ก็รู้ได้ว่า นี้ไม่เป็นสภาวนิรุตติ
ข้อว่า “ความรู้ในญาณทั้งหลาย” มีอรรถาธิบายว่าความรู้อันมีความรู้เป็นอารมณ์แห่งบุคคลผู้พิจารณา ทำความรู้ในความรู้ทั้งปวงให้เป็นอารมณ์ หรือว่าความรู้อย่างกว้างขวางด้วยอำนาจอารมณ์และกิจของตนเป็นต้น ในความรู้ทั้งหลาย ตามที่กล่าวมานั้น เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทา
[๔๒๙] ก็แล ปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ นั้น ย่อมถึงความแตกฉานในภูมิ ๒ คือ ในเสขภูมิ ๑ ในอเสขภูมิ ๑ ในภูมิ ๒ นั้น ปฏิสัมภิทาของพระอริยสาวกและของพระมหาสาวกทั้งหลายถึงความแตกฉานในเสขภูมิ ปฏิสัมภิทาของพระเถอริยสาวกทั้งหลาย เช่น พระอานนทเถระ (เมื่อยังเป็นพระเสขะ) ท่านจิตตกุหบดี ท่านธัมมิกอุบาสก ท่านอุบาสิกาขุททิ และขุชชุตตราอุบาสิกา ถึงความแตกฉานในเสขภูมิ
อนึ่ง ปฏิสัมภิทาแม้ถึงความแตกฉานในภูมิ ๒ อย่างนี้ จะแจ่มใสขึ้นนักด้วยอาการ ๕ เหล่านั้น คือด้วยอภิคม ด้วยปริยัติ ด้วยสวนะ ด้วยปริปุจฉา และด้วยปุพพโยคะ ในอาการเหล่านั้น การบรรลุพระอรหัต ชื่อว่าอภิคม การเล่าเรียนพระ-