visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 750 | >>

ลักขณรูป ๔

[๔๘๔] อุปจยะ ความเติบแห่งรูป มีการก่อขึ้นเป็นลักษณะ มีการยังรูปทั้งหลายให้ผุดขึ้นไปภายหน้าเป็นกิจ มีการมอบให้เป็นผล หรือมีความเป็นรูปบริบูรณ์เป็นผล มีรูปที่เติบแล้วเป็นเหตุใกล้

สันตติ ความสืบเนื่องแห่งรูป มีความเป็นไปเป็นลักษณะ มีการสืบต่อไว้เป็นกิจ มีความไม่ขาดสายเป็นผล มีรูปที่สืบต่อกันมาได้เป็นเหตุใกล้

รูปทั้งสองนี้เป็นชื่อแห่งชาติรูปเท่านั้น แต่ว่าตอนแสดงอุปเทศ ท่านทำคำว่า อุปจยะ สันตติ ก็โดยที่ชาติรูปนั้นมีอาการเป็นไปต่าง ๆ และโดยอำนาจแห่งไวไนยด้วย แต่ความต่างกันโดยความหมายในบททั้งสองนั้นหามีไม่ เพราะเหตุนั้น ในเทศแห่งบทเหล่านี้ จึงกล่าวไว้ว่า “อาจยะ การก่อขึ้นของอายตนะทั้งหลายอันใด รูปลัสสะ อุปจยะ ความเติบแห่งรูป ก้อนนั้น รูปลัสสะ อุปจยะ อันใด รูปลัสสะ สันตติ ความสืบเนื่องแห่งรูปก้อนนั้น” ดังนี้ แม้ในอรรถกถาก็กล่าวว่า “ความเกิดขึ้น ชื่อว่าอาจยะ ความเติบขึ้น ชื่อว่าอุปจยะ ความเป็นไป ชื่อว่าสันตติ” แล้วทำอุปมาว่า “อาจยะ ได้แก่ การเกิดเหมือนเวลาที่น้ำซึมในหลุมที่เขาขุดไว้ริมฝั่งน้ำ อุปจยะได้แก่การเติบขึ้น เหมือนเวลาน้ำเต็มหลุม สันตติ ได้แก่ความเป็นไปเหมือนเวลาที่น้ำล้นหลุมไป ฉะนั้น” และในที่สุดแห่งอุปมาท่านกล่าวว่า “ถามว่า - คำนิเทศที่ว่าอาจยะ ความก่อขึ้นแห่งอายตนะทั้งหลายเป็นต้น เป็นอันท่านกล่าวข้อความอะไร ? ตอบว่า - ท่านกล่าวอาจยะด้วยอายตนะ กล่าวอายตนะด้วยอาจยะ” ดังนี้ เพราะเหตุนั้น การเกิดขึ้นที่แรกแห่งรูป พึงทราบว่าอาจยะ การเกิดขึ้นแห่งรูปเหล่าอื่นที่เกิดต่อเติมรูปขึ้นไป พึงทราบว่าอุปจยะ เพราะปรากฏโดยอาการเติบขึ้น การเกิดขึ้นแห่งรูปอื่น ๆ ที่เกิดต่อเติมรูปเหล่านั้นขึ้นไปอีกเรื่อย ๆ พึงทราบว่า สันตติ เพราะปรากฏโดยอาการสืบเนื่องกัน

ชรตา ความทรุดโทรมแห่งรูป มีความแก่แห่งรูปเป็นลักษณะ มีอันนำเข้าไปใกล้เป็นกิจ มีสภาวะหยาบแข็งเป็นต้นยังมิได้หายไป แต่ความใหม่แห่งรูปก็หายไปได้เป็นผล ดูความเก่าแห่งข้าวเปลือกฉะนั้น มีรูปแก่อยู่เป็นเหตุใกล้

ความแก่นี้ หมายเอาความแก่เปิดเผยเพราะแสดงความแปลกในอวัยวะมีฟันหักเป็นต้น ส่วนความแก่แห่งรูปธรรม จัดเป็นปฏิจฉันนชรา ความแก่ปกปิด ความแปลกมีฟันหักเป็นต้น หามีแก่ปฏิจฉันนชรานั้นไม่ อนึ่ง ความชราของแผ่นดิน น้ำ ภูเขา

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka