ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
พระจันทร์ และพระอาทิตย์ เป็นต้น ใช่ชื่อว่า อวิชรา ชราไม่มีเปลว ความแปลกนั้นก็ไม่มีเหมือนกัน
อนิจจตา ความไม่ยั่งยืนแห่งรูป มีการแตกทำลายเป็นลักษณะ มีความทรุดลงไปเป็นกิจ มีความสิ้นความเสื่อมเป็นผล มีรูปแตกทำลายอยู่เป็นเหตุใกล้
[๔๘๕] กวฬิงการาหาร มีโอชาเป็นลักษณะ มีการนำมาซึ่งรูปเป็นกิจ มีการค้ำจุนร่างกายไว้เป็นผล มีวัตถุอันพึงทำให้เป็นคำแล้วกลืนกินเป็นเหตุใกล้
สัตว์ทั้งหลาย ยังชีวิตให้เป็นไปได้ด้วยโอชาใด คำว่า กวฬิงการาหาร นี้ เป็นชื่อแห่งโอชานั้นแล
[๔๘๖] รูปที่มาในพระบาลีมีเท่านี้เอง
แต่ในอรรถกถาท่านนำเอารูปอื่น ๆ อีก คือ “พลรูป รูปคือกำลัง ๑ สัมภารูป รูปคือน้ำสัมภวะ ๑ ชาติรูป รูปคือความเกิด ๑ โรครูป รูปคือโรค ๑ ตามมติของอาจารย์บางพวกมีอีกคือมิตรูป รูปคือความง่วง” ดังนี้แล้ว ชักเอาคำพระบาลีมากล่าวว่า “อทฺธา มุนีลิ สมพฺพุโธ นตฺถิ นีวรณา ตว พระองค์ผู้เป็นพระมุนี ตรัสรู้องค์แน่แท้ นิ่วรณ์ทั้งหลายหามีแก่พระองค์ไม่” ดังนี้เป็นต้น แล้วคัดค้านว่า “มิตรูปไม่มีแต่อย่างเดียวเท่านั้น”
ในรูปนอกนี้ โรครูปก็เป็นอันถือเอาแล้ว โดยถือเอาชรตาและอนิจจตา ชาติรูปก็เป็นอันถือเอาตามอุปจยะและสันตติ สัมภารูปถือเอาตามอาโปธาตุ พลรูปถือเอาตามวาโยธาตุ เพราะเหตุนั้น จึงลงสันนิษฐานได้ว่า ในรูปเหล่านั้น ไม่มีรูปที่แยกเป็นส่วนหนึ่งแม้แต่รูปเดียว
อุปาทายรูปมีนี้ ๒๔ อย่าง กับภูตรูปที่กล่าวมาก่อน ๔ อย่าง เพราะฉะนั้น จึงเป็นรูป ๒๘ อย่าง ไม่หย่อนไม่ยิ่ง ด้วยประการฉะนี้