ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ว่าสมาธิ (ธรรมผู้ตั้งจิตไว้โดยชอบ) นัยหนึ่ง ธรรมชาติที่ชื่อว่าสมาธินั้น ก็คือความตั้งมั่นแห่งจิต เท่านั้นเอง
สมาธินั้นมีความไม่พล่านไปเป็นลักษณะ หรือว่ามีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นลักษณะก็ได้ มีการประมวลสหชาตธรรมทั้งหลายไว้ (ให้เป็นกลุ่ม) เป็นกิจ ดุจนายนักเอาจุณสำหรับสมานไว้ (ให้เป็นก้อน) ฉะนั้น มีความสงบระงับเป็นผล มีความสุขเป็นเหตุใกล้โดยพิเศษ
สมาธินี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นความตั้งอยู่แห่งจิต ดุจความตั้งอยู่แห่งเปลวประทีปในที่ไม่มีลม ฉะนั้น
[๔๖๔] บุคคลทั้งหลาย ย่อมเชื่อด้วยธรรมชาตินั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่าสัทธา (แปลว่าธรรมชาติเป็นเหตุเชื่อ) นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นย่อมเชื่อเอง เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่าสัทธา (แปลว่าธรรมชาติผู้เชื่อ) นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นเป็นเพียงความเชื่อเท่านั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่าสัทธา (แปลว่าความเชื่อ)
สัทธานั้น มีความเชื่อเป็นลักษณะ หรือว่ามีความวางใจเป็นลักษณะก็ได้ มีการทำให้ใสเป็นกิจ ดุจแก้วอุทกปสาทกะ (แก้วทำน้ำให้ใส) หรือว่ามีความแล่นไป (ตามอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อ) เป็นกิจ ดุจแล่นไป (คือไหลลอยตามกระแสน้ำอันเชี่ยว) ในการข้ามห้วงน้ำ (ที่นำมา) ฉะนั้น มีความไม่ขุ่นมัวเป็นผล หรือว่า มีอภิญญุติ (ความตัดสินใจ) เป็นผลก็ได้ มีสัทโธยัตถุ (วัตถุเป็นที่ตั้งแห่งความเชื่อ) เป็นเหตุใกล้ หรือว่ามีโสดาปัตติยังคะ มีสัทธัมมัสสวนะเป็นต้น เป็นเหตุใกล้ก็ได้
สัทธานี้ บัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นเหมือนมือ เหมือนทรัพย์เครื่องปลื้มใจ และเหมือนพืช ฉะนั้น