ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๔๖๕] บุคคลทั้งหลายย่อมระลึกได้ด้วยธรรมชาตินั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่าสติ (แปลว่าธรรมชาติเป็นเหตุระลึกได้) นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นย่อมระลึกได้เอง เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่าสติ (แปลว่าธรรมชาติอันระลึกได้) นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นสำคัญเป็นอันระลึกได้เท่านั้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่าสติ (แปลว่าความระลึกได้)
สตินั้น มีความไม่ใจลอยเป็นลักษณะ มีอันทำไม่ให้หลงลืมเป็นกิจ มีอันคุ้มครอง (ใจ) ไว้ได้เป็นผล หรือมีความเป็นเหตุมุ่งหน้า (จดจ่อ) ต่ออารมณ์ (ของจิต) เป็นผลก็ได้ มีความมั่นคงเป็นเหตุใกล้ หรือว่ามีสติปัฏฐานมีภายในเป็นต้น เป็นเหตุใกล้ก็ได้
อันสตินี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นเหมือนเสาเขื่อน เพราะปักลงไม่มั่นคงในอารมณ์ และเป็นเหมือนนายประตู เพราะรักษาทวารมีจักขุทวารเป็นอาทิ
[๔๖๖] ธรรมชาติโดยอันย่อมละอายเพราะความประพฤติชั่วมีภายทุจริตเป็นต้น เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่าหิริ คำว่า หิรินั้นเป็นคำเรียกความละอาย
ธรรมชาติโดยอันย่อมกลัว เพราะความประพฤติชั่วเหล่านั้นแหละ เหตุนั้น ธรรมชาตินั้น จึงชื่อว่าโอตตัปปะ คำว่า “โอตตัปปะ” นั้น เป็นคำเรียกความหวาดกลัวต่อบาป
ในหิริและโอตตัปปะนั้น หิริมีความเกลียดแต่บาปเป็นลักษณะ โอตตัปปะมีความสะดุ้งกลัวต่อบาปเป็นลักษณะ หิริมีความไม่ทำบาปทั้งหลาย โดยอาการละอายเป็นกิจ โอตตัปปะมีความไม่ทำบาปทั้งหลายโดยอาการสะดุ้งกลัวเป็นกิจ อนึ่ง ทั้งสองอย่างนั้น มีอันหดกลับจากบาปโดยประการที่กล่าวแล้วนั้นเป็นผล มีความเคารพตนและความเคารพผู้อื่นเป็นเหตุใกล้ จริงอยู่ บุคคลทำตนให้เป็นที่เคารพ จึงละบาปได้ด้วยความละอาย ดุจกุลบุตร ทำคนอื่นให้เป็นที่เคารพ จึงละบาปได้ด้วยความสะดุ้งกลัว ดุจนภิญแพทยา ฉะนั้น
ก็แลธรรม ๒ ประการนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นโลกปาลธรรม