ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อโนตตัปปะ มีความไม่พรั่นแต่ทุจริตทั้งหลายนั้นแล เป็นลักษณะ หรือว่ามีความไม่สะดุ้งกลัวแต่ทุจริตทั้งหลายนั้นเป็นลักษณะ (ก็ได้) นี้เป็นความสังเขปในอหิริกะและอโนตตัปปะนั้น ส่วนความพิสดาร พึงทราบโดยทำนองความที่ตรงกันข้าม กับความแห่งหิริและโอตตัปปะที่กล่าวแล้วนั้นเถิด
[๔๗๙] สัตว์ทั้งหลายย่อมโลภด้วยเจตสิกธรรมนั้นเป็นเหตุ เจตสิกธรรมนั้นจึงชื่อว่าโลภะ (แปลว่าธรรมเป็นเหตุโลภแห่งสัตว์ทั้งหลาย) นัยหนึ่ง เจตสิกธรรมใดย่อมโลภอยู่เอง เจตสิกธรรมนั้นชื่อว่าโลภะ (แปลว่าธรรมอันโลภ) นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นสักว่าเป็นอันโลภเท่านั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่าโลภะ (แปลว่าความโลภ)
สัตว์ทั้งหลายย่อมหลงด้วยเจตสิกธรรมนั้นเป็นเหตุ เจตสิกธรรมนั้นจึงชื่อว่าโมหะ (แปลว่าธรรมเป็นเหตุหลงแห่งสัตว์ทั้งหลาย) นัยหนึ่ง เจตสิกธรรมโดยย่อมหลงอยู่เอง เจตสิกธรรมนั้นชื่อว่าโมหะ (แปลว่าธรรมอันหลง) นัยหนึ่ง ธรรมชาตินั้นสักว่าเป็นอันหลงเท่านั้น เหตุนั้นจึงชื่อว่าโมหะ (แปลว่าความหลง)
ในโลภะและโมหะนั้น โลภะมีความยึดอารมณ์ไว้เป็นลักษณะ ดุจดังสำหรับดักลิง (ยึดลิงที่มาต้องเข้าไว้) ฉะนั้น มีอันตั้งหน้าเกาะติดไปเป็นกิจ ดุจชิ้นเนื้อที่คนโยนลงไปในกระทะอันร้อน (ก็ตั้งหน้าเกาะติดไหม้ไปในกระทะนั้น) ฉะนั้น มีอันไม่ยอมสละเป็นผล ดุจสีป้ายตามสมุดน้ำมัน (ป้ายแล้วติด ล้างออกยาก) ฉะนั้น มีความเห็นว่าน่าเจริญดีในสัญโญชน์ธรรมทั้งหลายเป็นเหตุใกล้
โลภะนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เมื่อมันขยายตัวขึ้นจนเป็นแม่น้ำคือตัณหา ก็มิแต่พาไปนรกเท่านั้น ดังแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยว ก็มิแต่พาไปสู่มหาสมุทรฉะนั้น
[๔๘๐] โมหะมีความบอดแห่งจิตเป็นลักษณะ นัยหนึ่ง มีความไม่รู้เป็นลักษณะ มีความไม่เข้าใจตลอดเป็นกิจ นัยหนึ่ง มีอันปกปิดเสียซึ่งสภาพแห่งอารมณ์เป็นกิจ มีความปฏิบัติไม่ชอบเป็นผล นัยหนึ่ง มีความมืด (คือโง่เขลา) เป็นผล มีความทำในใจโดยไม่แยบคายเป็นเหตุใกล้
โมหะนี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า เป็นมูลแห่งอกุศลทั้งปวง