ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ธรรมทั้งปวงนี้ ได้ชื่อว่าอายตนะ เพราะเป็นที่สืบต่อ (แห่งจิตและเจตสิก) ๑ เพราะแผ่อายะ (คือจิตและเจตสิกที่มาในทวารและอารมณ์นั้น ๆ) ๑ เพราะนำอายตะ (คือสังสารทุกข์อันยืดเยื้ออยู่แล้ว) ไป ๑ โดยนัยดังกล่าวมาฉะนี้
[๕๑๒] อีกนัยหนึ่ง อายตนะ (ศัพท์) พึงทราบโดยอรรถว่าเป็นสถานที่อยู่ ๑ โดยอรรถว่าเป็นบ่อเกิด ๑ โดยอรรถว่าเป็นที่ชุมนุม ๑ โดยอรรถว่าเป็นถิ่น (หรือแหล่ง) กำเนิด ๑ โดยอรรถว่าเป็นเหตุ ๑
จริงอย่างนั้น สถานที่อยู่ เรียกว่า อายตนะ (ได้) ในคำว่า “อีสฺสรายตนํ ศาลพระอิศวร วาสุเทวายตนํ ศาลพระวาสุเทพ” เป็นต้น บ่อเกิดก็เรียกว่าอายตนะ (ได้) ในคำว่า “สุวณฺณายตนํ บ่อทอง รชตายตนํ บ่อเงิน” เป็นต้น ส่วนในพระศาสนานี้ สถานเป็นที่ชุมนุม ก็เรียกอายตนะ (ได้) ในคำว่า “มโนรเม อายตเน เสวนฺติ นํ วิหงฺคมา ฝูงวิหคในอรุณอันเป็นที่ชุมนุม ที่น่ารื่นรมย์ ย่อมเสพต้นไม้ใหญ่นั้น” เป็นต้น ถิ่น (หรือแหล่ง) กำเนิด ก็เรียกว่าอายตนะ (ได้) ในคำว่า “ทกฺขิณาปโถ โกณฺฑุ อายตนํ ประเทศทักษิณาบถ (แถบใต้) เป็นถิ่นกำเนิดแห่งโคทั้งหลาย” เป็นต้น เหตุ ก็เรียกว่า อายตนะ (ได้) ในคำว่า “ตตฺร ตตฺร สกิภวพฺพํ ปาปุปาสติ สติ อายตเน เมื่อเหตุมีอยู่ เป็นอยู่ ภิกษุนั้นย่อมถึงความเป็นผู้สามารถทำให้ประจักษ์ในธรรมนั้น ๆ ทีเดียว” เป็นต้น
อีกปริยายหนึ่ง จิตและเจตสิกธรรมนั้น ๆ ก็ (เป็นเหมือน) อาศัยอยู่ในทวารและอารมณ์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้น เพราะมีความเป็นไปเนื่องกับจักขุเป็นต้นนั้น เหตุนั้น ทวารและอารมณ์มีจักขุเป็นต้น จึงได้ชื่อว่า เป็นที่อยู่แห่งจิตและเจตสิกเหล่านั้น ประการ ๑
อนึ่ง จิตและเจตสิกเหล่านั้น (เป็นเหมือน) เกลื่อนกล่นอยู่ในจักขุเป็นต้น เพราะอาศัยจักขุเป็นต้นนั้น (เป็นทวาร) และเพราะมีรูปเป็นต้นนั้นเป็นอารมณ์ เหตุนั้น ทวารและอารมณ์มีจักขุเป็นต้น จึงได้ชื่อว่าเป็นบ่อเกิดแห่งจิตและเจตสิกเหล่านั้นประการ ๑