visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 806 | >>

ธรรมชาติใดย่อมเรียกชีวิต เหตุนั้น ธรรมชาตินั้นจึงชื่อว่าชิวหา สัตว์ทั้งหลายย่อมชอบใจชิววิสัยนั้น เหตุนั้นวิสัยนั้นจึงชื่อว่ารส (วิสัยเป็นที่ชอบใจแห่งสัตว์ทั้งหลาย) ความ (แห่งศัพท์ว่า รสนฺติ ชอบใจ) ว่า ยินดี (รู้สึกอร่อย)

ธรรมที่ชื่อว่ากาย เพราะเป็นอายะ (ที่มา) แห่งกุจฉิตกรรม (ธรรมเลว) คือสาสวธรรม (ธรรมที่เป็นไปกับอาสวะ) ทั้งหลาย คำว่า อายะ (ที่มา) ได้แก่ที่เกิด สิ่งใดถูกต้องได้ (ด้วยกาย) เหตุนั้น สิ่งนั้น จึงชื่อว่าโผฏฐัพพะ

สภาพใดย่อมรู้ เหตุนั้น สภาพนั้นจึงชื่อว่ามนะ สภาพทั้งหลายย่อมทรงไว้ ซึ่งลักษณะของตน เหตุนั้น สภาพทั้งหลายนั้นจึงชื่อว่าธรรม

แก้อายตนะศัพท์โดยแยกอายะ

[๕๑๑] แต่ (เมื่อว่า) โดยไม่แปลกกัน พึงทราบว่าทวารและอารมณ์มีจักขุและรูปเป็นต้นนั้นได้ชื่อว่า อายตนะ เพราะเป็นที่สืบต่อ ๑ เพราะแผ่อายะทั้งหลาย ๑ และนำอายตะไป ๑

(อรรถนัยที่ ๑ คือ อายตนโต เพราะเป็นที่สืบต่อ) มีอธิบายว่า ก็จิตและเจตสิกธรรมทั้งหลาย ย่อมสืบต่อ คือมุ่งเพียรพยายามไปตามกิจ (คือหน้าที่) ของตน ๆ มีการเสวย (รสอารมณ์) เป็นอาทิ ในทวารและอารมณ์นั้น ๆ มีจักขุและรูปเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ทวารและอารมณ์นั้น ๆ จึงชื่อว่า อายตนะ (แปลว่า เป็นที่สืบต่อแห่งจิตและเจตสิกธรรมทั้งหลาย)

(อรรถนัยที่ ๒ คือ อายนํ ตนนโต เพราะแผ่อายะทั้งหลาย) มีอธิบายว่า ก็แลทวาร และอารมณ์ทั้งหลายนั้น ย่อมแผ่ คือขยาย (จิตเจตสิก) ธรรมเหล่านั้นอันเป็นอายะ (ผู้มา) เพราะเหตุนั้น ทวารและอารมณ์เหล่านั้นจึงชื่อว่า อายตนะ (แปลว่า แผ่ขยายอายะ คือ จิตและเจตสิกธรรม)

(อรรถนัยที่ ๓ อายตสฺสุ นยนโต เพราะนำอายตะไป) มีอธิบายว่า ก็ทวารและอารมณ์ทั้งหลายนั้นยังไม่กลับ (คือยังไม่ดับ) เพียงใด ก็ย่อมนำไปคือยังสังสารทุกข์อันเป็นไปในสงสาร ซึ่งมีเบื้องต้น เบื้องปลายรู้มิได้ เป็นอายตะ (คือยืดเยื้อ) ยิ่งนักอยู่แล้ว ให้เป็นไปอยู่นั่นเพียงนั้น เพราะเหตุนั้น ทวารและอารมณ์ทั้งหลายนั้น จึงชื่อว่า อายตนะ (แปลว่า นำอายตะคือสังสารทุกข์อันยืดเยื้ออยู่แล้วไป)

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka