ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็แล ชาตินี้นั้น มีความเกิดที่แรกในภพนั้นๆ เป็นลักษณะ มีการมอบให้เป็นรส มีความผุดขึ้นในภพนั้นจากอดีตภพเป็นปัจจุปัฏฐาน หรือมีความวิจิตรไปด้วยทุกข์เป็นปัจจุปัฏฐาน
[๕๓๙] หากคำถามพึงมีว่า “ก็เหตุไฉน ชาติจึงเป็นทุกข์” ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า “เพราะความเป็นวัตถุ (คือเป็นพื้นที่ตั้ง) ของทุกข์เป็นอเนก” จริงอยู่ ทุกข์ทั้งหลายมีเป็นอเนก เช่นอะไรบ้าง ? เช่น ทุกขทุกข์ วิปริณามทุกข์ สังขารทุกข์ ปฏิจจันทุกข์ อัปปฏิจฉันทุกข์ ปริยายทุกข์ นิปปริยายทุกข์
ในทุกข์เหล่านั้น ทุกขเวทนานั้นทางกายและทางใจ เรียกว่าทุกขทุกข์ เพราะเป็นทุกข์ ทั้งโดยสภาวะและโดยชื่อ สุขเวทนา เรียกว่า วิปริณามทุกข์ เพราะเป็นเหตุเกิดทุกข์โดยแปรเปลี่ยนไป อุเบกขาเวทนาและสังขารทั้งหลายอันเป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือเรียกว่าสังขารทุกข์ เพราะถูกความเกิดและความเสื่อมบีบคั้น ความเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจ มีปวดหู ปวดฟัน และความรู้ร้อนเกิดแต่รตะ ความเดือดดาลเกิดแต่โทสะเป็นต้น เรียกว่า ปฏิจฉันทุกข์ เพราะต้องถามถึงรู้ และเพราะความไม่ปรากฏ การกระทำปฏิจฉันทุกข์นี้ ท่านเรียกว่า อปากฏทุกข์บ้าง ความเจ็บป่วยมีทวัตติสกรรมกรณ์ (การลงอาชญา ๓๒ ประการ) เป็นต้น เป็นสมุฏฐาน เรียกว่า อัปปฏิจฉันทุกข์ เพราะไม่ต้องถามก็รู้ และเพราะความปรากฏการกระทำด้วยอัปปฏิจฉันทุกข์นี้ท่านเรียกว่า ปากฏทุกข์บ้าง เว้นทุกขทุกข์เสีย ทุกข์ที่เหลือมีชาติเป็นอาทิ ซึ่งมาในวภังค์แห่งทุกขสัจจ์ทั้งหมด เรียกว่า ปริยายทุกข์ เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์นั้นๆ ส่วนทุกขทุกข์ เรียกว่า นิปปริยายทุกข์
ในทุกข์เหล่านั้น ชาติจัดเป็นทุกข์ เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์อันมีในอบายที่แม้พระผู้มีพระภาค ก็ได้ทรงประกาศไว้ในสูตรทั้งหลายมีพลบัณฑิตสูตรเป็นอาทิ โดยเป็นข้ออุปมา (มีอุปมาโดยหลุมถ่านเพลิงเป็นต้น) และแห่งทุกข์อันต่างโดยทุกข์มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลเป็นต้น ในมนุษยโลกซึ่งเกิดขึ้นแม้นสุขคติ