ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
จิตฺตสฺส จ ปริฑหนา ขเปฯ ทุกฺโข ตโต วุฏฺโต
อุปายาส ย่อมยังทุกข์ใดให้เกิด ทุกข์นั้นจัดว่ามีประมาณยิ่ง เพราะทั้งแผดเผาจิต ทั้งทำกายให้เผือดซีด เหตุนั้น อุปายาส พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า เป็นทุกข์
นี่เป็นวินิจฉัยในอุปายาส
ก็แล ในโสกะ ปริเทวะ และอุปายาสนี้ โสกะ พึงเห็นเหมือนการที่ (น้ำ) เดือดอยู่ภายในภาชนะด้วยไฟอ่อนๆ ปริเทวะ พึงเห็นดังการ (ล้น) ออกนอกภาชนะแห่งน้ำที่เดือดด้วยไฟแรง อุปายาส พึงเห็นเช่นการเดือดจนแห้งไปอยู่ภายในภาชนะนั่นเอง แห่งน้ำที่เหลือ จากที่(ล้น)ออกข้างนอกแล้ว ไม่พอจะ(ล้น)ออกอีก
[๕๔๙] การร่วมเข้ากับสัตว์และสังขารทั้งหลายที่ไม่ชอบใจ ชื่อว่า อัปปิเยสัมปโยค อัปปิเยสัมปโยคนั้น มีการพบปะกับสัตว์และสังขารที่ไม่ปรารถนาเป็นลักษณะ มีการทำความคับใจเป็นกิจ มีความเกิดอนัตตะเป็นผล ส่วนที่ว่าอัปปิเยสัมปโยคเป็นทุกข์ พึงทราบว่า เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เหตุนั้น นักปราชญ์จึงกล่าวคำประพันธ์นี้ไว้ว่า :-
ทิสฺวาน อปฺปิเย ทุกฺขํ ขเปฯ อปฺปิเยหิ สมาคมํ
เพราะพบคนที่เกลียดเข้า ที่แรกทุกข์ย่อมมีขึ้นในใจ ต่อไป ทุกข์อันเกิดแต่การทำร้ายเขาเข้า (ด้วยกายและวาจา) ก็มีขึ้นในกาย (ของบุคคล) ในโลกนี้ (ด้วย) เหตุใด เพราะเหตุนั้น การพบปะกับสิ่งที่เกลียดนั้น พึงทราบว่าพระมหาฤษีเจ้า ตรัสว่า เป็นทุกข์ เหตุว่าเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ทั้งสอง (คือทั้งทางใจและทางกาย)
นี่เป็นวินิจฉัยในอัปปิเยสัมปโยคทุกข์