ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ไม่แยแสถึงสัมมาวายามะไปเสียด้วย อนึ่ง เพราะความเป็นธรรมชาติที่มีลักษณะแห่งสังขตธรรมนั้นแล พระนิพพานก็ (เลย) ถึงซึ่งภาวะคือเป็นธรรมชาตินับเข้าในสังขตธรรมไป เพราะเป็นธรรมชาตินับเข้าในสังขตธรรม ก็ (เลย) ถึงภาวะคือเป็นธรรมชาติถูกไฟมีราคะเป็นต้นเผาเอาได้ เพราะเป็นธรรมชาติถูกเผา ก็ (เลย) ถึงซึ่งภาวะคือเป็นทุกข์ไปเสียด้วย
หากมีคำแย้งอีกว่า “โทษไม่มีเพราะความเป็นไป (แห่งกิเลส) ชื่อว่าไม่มีอีกต่อไป จำเดิมแต่ความสิ้น (ครั้งสุดท้าย) อันใด ความสิ้นอันนั้นเป็นนิพพาน” ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า หามิได้ เพราะไม่มีความสิ้นเช่นนั้น ประการหนึ่ง เพราะแม้มีความสิ้นนั้นก็ไม่ล่วงโทษ มีประการดังกล่าวแล้ว และเพราะอริยมรรคกลายเป็นนิพพานไปด้วยจริงอยู่ อริยมรรค ย่อมยังโทษทั้งหลายให้สิ้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ขโย (ด้วย) และตั้งแต่นั้นไป ความเป็นไป (แห่งโทษ) ก็ไม่มีอีกต่อไปด้วยแล แต่ว่าเพราะพระนิพพานนั้นเป็นอุปนิสัย (คือเป็นที่อาศัยมั่น) โดยปริยายแห่งขย (คือมรรค) ที่ได้แก่อนุปาทินิโรธ (นิโรธคือความไม่เกิดขึ้น) พระนิพพานนั่นท่านจึงเรียกว่า ขโย (ด้วย) โดยโวหารอันเป็นอุปจาร (คือเกี่ยวข้องกันกับ) สิ่งซึ่งมีพระนิพพานเป็นอุปนิสัย
หากมีคำถามว่า “เพราะเหตุไร พระนิพพานนั้นพระผู้มีพระภาคจึงไม่ตรัสโดยสรุปเสียทีเดียว” ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า เพราะพระนิพพานเป็นธรรมสุขมาก ก็แลความที่พระนิพพานนั้นเป็นธรรมสุขมาก เป็นความที่สำเร็จ (คือปรากฏทั่วไป) แล้ว และเพราะเป็นเหตุนำมาซึ่งความเป็นผู้ชวนขวายน้อยแห่งพระผู้มีพระภาคและเพราะเป็นธรรมที่ต้องเห็นด้วยอริยจักษุ
[๕๖๐] เพราะเหตุนั้น พระนิพพานนี้นั้น จึงเป็นธรรมชาติไม่ทั่วไป เพราะเป็นธรรมอันบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยมรรค (เท่านั้น) จะพึงถึงได้ เป็นธรรมชาติไม่มีแดนเกิดเพราะไม่มีเบื้องต้นเบื้องปลาย
หากมีคำแย้งว่า “พระนิพพานมีใช่ธรรมชาติไม่มีแดนเกิด เพราะมีมรรคจึงมีได้” ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า หามิได้ เพราะนิพพานมีใช่ธรรมที่มรรคจะพึงให้เกิดขึ้นได้ แท้จริงพระนิพพานนั้นเป็นธรรมชาติที่บุคคลพึงถึงด้วยมรรคเท่านั้น มิใช่มรรคจะพึงให้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้น พระนิพพานจึงชื่อว่า ไม่มีแดนเกิดแท้ เพราะไม่มีแดนเกิดจึงไม่มีชรามรณะ เพราะไม่มีแดนเกิดและชรามรณะ จึงเที่ยง