ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อีกนัยหนึ่ง สัจจจะทุกข้อจัดว่าเป็นอย่างเดียว เพราะเป็นธรรมไม่กลายเป็นไม่จริง หรือเพราะเป็นอริยเญยธรรม เป็น ๒ โดยเป็นโลกียะและโลกุตตระ หรือโดยเป็นสังขตะและอสังขตะ เป็น ๓ โดยเป็นธรรมที่ต้องละด้วยทัสสนะและภาวนา และโดยเป็นธรรมที่ไม่ต้องละ เป็น ๔ โดยต่างแห่งกิจมีเป็นธรรมที่พึงกำหนดรู้เป็นต้นแล
วินิจฉัยโดยอย่างต่างๆ มีอย่างเดียวเป็นต้นในอริยสัจจ์นี้ พึงทราบดังกล่าวมาจะนี้
[๕๖๙] ข้อว่า โดย (สภาคและวิสภาค) มีส่วนเสมอกันและไม่เสมอกัน ความว่า สัจจจะ ทุกข้อมีส่วนเสมอกันและกัน โดยเป็นธรรมไม่กลายเป็นไม่จริง ๑ โดยเป็นธรรมว่างเปล่าจากอัตตา ๑ และโดยการแทงตลอดที่ทำได้ยาก ๑ ดังพระผู้มีพระภาคตรัส (ถามพระอานนท์) ว่า “อานนท์ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ข้อที่บุคคลพึงยิงลูกศรจากที่ไกล ให้ผ่านช่องลูกตาลช่องเล็ก ๆ ให้ลุกซ้อนลูกตาลกันไปมิให้พลาดกัน หรือข้อที่บุคคลจะพึงใช้ปลายขนสัตว์ผ่าเป็น ๗ ยิงไปให้ถูกปลายขนสัตว์ (ที่เป็นเป้า) ข้อไหนทำได้ยากกว่า สำเร็จได้ยากกว่า” พระอานนท์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่บุคคลจะพึงใช้ปลายขนสัตว์ผ่าเป็น ๗ ยิงไปให้ถูกปลายขนสัตว์ (ที่เป็นเป้า) นั่นแหละ ทำได้ยากกว่า สำเร็จได้ยากกว่า” ตรัสว่า “อานนท์ บุคคลผู้ที่แทงทะลุตามเป็นจริงว่า นี่ทุกข์ ฯลฯ นี่ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ยังแทงให้ทะลุได้ยากยิ่งกว่า ยิงขนสัตว์ด้วยขนสัตว์นั้นไปอีกนะ” ดังนี้
(แต่) สัจจจะทุกข้อนั้นมีส่วนไม่เสมอกันโดยกำหนด ต่างกันไปตามลักษณะของตน ๆ อนึ่ง สัจจจะ ๒ ข้างต้นนับว่ามีส่วนเสมอกัน เหตุเป็นสภาพลึก เพราะอรรถว่ายากที่จะหยั่ง เหตุเป็นโลกียธรรมและเป็นสาวสรรมด้วยกัน (แต่) มีส่วนไม่เสมอกัน โดยแยกกันเป็นผล (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นเหตุ (ฝ่ายหนึ่ง) และโดย (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นปริญเญยธรรม (ฝ่ายหนึ่ง) เป็นปหาตัพพธรรม สัจจจะ ๒ ข้างปลายเล่า นับว่ามีส่วนเสมอกัน เหตุเป็นธรรมหยั่งได้ยาก เพราะเป็นธรรมลึก เหตุเป็นโลกุตตรธรรมและเป็นอนาสวธรรมด้วยกัน (แต่) มีส่วนไม่เสมอกัน โดยแยกกันเป็นวิสัยะ (คือแดนดับทุกข์ฝ่ายหนึ่ง) และเป็นวิสยี (คือทางไปสู่แดนนั้น