ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ส่วนธรรมทั้งหลายมีชรามรณะเป็นต้น พึงทราบว่าชื่อว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม จริงอยู่ คำนั้นพระผู้มีพระภาคก็ได้ตรัสไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปปันนธรรมทั้งหลาย เป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะ เป็นธรรมไม่เที่ยง เป็นธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม (อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น) เป็นธรรมมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ชาติ ฯลฯ ภพ อุปาทาน ตัณหา เวทนา ผัสสะ สฬายตนะ นามรูป วิญญาณ สังขาร อวิชชา เป็นธรรมไม่เที่ยง เป็นธรรมที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น เป็นปฏิจจสมุปปันนธรรม (อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น) เป็นธรรมมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา ภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ เรียกว่า ปฏิจจสมุปปันนธรรม” ดังนี้
[๕๗๑] ส่วนความ (ต่อไป) นี้ เป็นความหมายสังเขปในปฏิจจสมุปบาทและปฏิจจสมุปปันนธรรมนั้น
ธรรมที่เป็นปัจจัยทั้งหลาย พึงทราบว่าชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่เกิดเพราะปัจจัยทั้งหลายนั้น ๆ พึงทราบว่า ชื่อว่าปฏิจจสมุปปันนธรรม หากมีคำถามว่า “ข้อนี้จะพึงทราบได้อย่างไร ?” พึงแก้ว่า “ทราบได้โดยพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค” จริงอยู่ พระผู้มีพระภาค เมื่อทรงแสดงปฏิจจสมุปบาทในพระสูตรอันว่าด้วยการแสดงปฏิจจสมุปบาทและปฏิจจสมุปปันนธรรมไว้อย่างนี้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย ก็ปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร ภิกษุทั้งหลาย ชรามรณะมีเพราะปัจจัยคือชาติ เพราะความเกิดขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลายก็ตาม เพราะความไม่เกิดขึ้นแห่งพระตถาคตทั้งหลายก็ตาม ธาตุอันนั้น ธัมมฐิตตา (ความตั้งอยู่เป็นธรรมดา) อันนั้น ธัมมนิยามตา (ความแน่นอนแห่งธรรมดา) อันนั้น อิทัปปัจจยตา (ความที่สิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้) อันนั้น ก็คงตัว