visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 868 | >>

กิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นไม่เป็นปฏิจจสมุปบาท เพราะไม่เกิดความลึกซึ้งและนัย ดังกล่าวมาจะนี้ ประการ ๑

เป็นสัททเภท

[๕๗๕] ข้อว่า เพราะเป็นสัททเภท (ศัพท์แตก) ความว่า ก็แล ปฏิจจ ศัพท์นี้ เพราะกัดตาเสมอกัน (คือหากมีกัดตาเดียวกันกับอุปบาท) ประกอบไว้ในบุพกาล (คือใช้เป็นบุพกาลกิริยา) จึงทำความสำเร็จแห่งอรรถได้ (คือได้ความเป็นภาวะ) เช่นกับพากย์นี้ว่า “จกุขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺญาณํ จักขุวิญญาณย่อมอาศัยจักขุและรูปเกิดขึ้น” แต่ในคำของเกจิอาจารย์นี้ ปฏิจจศัพท์นั้นประกอบเข้ากับอุปบาทศัพท์อันเป็นภาวสาธนะ (คือ แปลว่าความเกิดขึ้น) จึงถึงซึ่งความเป็นสัททเภท เพราะไม่มีกัดตาเสมอกัน และไม่ยังอรรถอะไร ๆ ให้สำเร็จด้วย เพราะฉะนั้น กิริยาเพียงแต่ความเกิดขึ้นจึงไม่เป็นปฏิจจสมุปบาท เพราะเป็นสัททเภทประการ ๑ ฉะนี้

ในข้อนั้น พึงมีคำแย้งว่า “พวกข้าพเจ้าจักประกอบเข้ากับ โหติ ศัพท์ว่า ‘ปฏิจฺจสมุปฺปาโท โหติ’ ดังนี้ก็ได้ คำแก้พึงมีว่า “คำนั้นก็ไม่ชอบ เพราะอะไร ? เพราะไม่มีความที่ควรประกอบประการ ๑ (เพราะโหตก็อต้องกลายเป็นความว่า) ความเกิดขึ้นแห่งความเกิดขึ้นไปประการ ๑ ด้วยว่าในบททั้งหลายเหล่านี้คือ “ปฏิจจสมุปบาทํ โว ภิกฺขเว เทสิสฺสามิ กตโม จ ภิกฺขเว ปฏิจจสมุปฺปาโท ยเป อิทํ วุจฺจติ ภิกฺขเว ปฏิจจสมุปฺปาโท” (ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิจจสมุปบาทแก่ท่านทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ก็แลปฏิจจสมุปบาทเป็นอย่างไร ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย นี่เรียกว่าปฏิจจสมุปบาท) โหติ ศัพท์ ก็ไม่ถึงซึ่งความควรประกอบเข้ากับบท (ไหน) แม้แต่บทเดียว ทั้งไม่เป็นความเกิดขึ้นด้วย (เพราะไม่ประกอบด้วยลักษณะแห่งความเกิด) ถ้าหากเป็น ก็จะต้อง (กลายเป็น) ความเกิดขึ้นแห่งความเกิดขึ้นไปอีกประการ ๑

[๕๗๖] แม้อาจารย์เหล่าใดสำคัญเอาว่า “ภาวะแห่งอิทัปปัจจยธรรมทั้งหลาย ชื่ออิทัปปัจจยตาและอันภาวะ (นั้น) ก็ได้แก่การที่เป็นเหตุแห่งปัจจยธรรมทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นอาทิ ในเพราะความปรากฏขึ้นแห่งสังขาร (สิ่งที่ถูกปรุงแต่งขึ้น) เป็นต้น

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka