visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 873 | >>

มุ่งดมหาปเทสไว้ ชี้ข้อธรรม (คือพระบาลี) ได้ (ถูกต้อง) ถือเอาอรรถ (คือความอธิบายแห่งพระบาลีนั้น) ได้ (ไม่ผิด) และยักเยื้องอรรถนั้นนั่นแหละ อธิบายไปโดยบรรยายอื่นอีกก็ได้ (ดังนี้) จึงควรทำอรรถสังวรรณนาได้ อนึ่งเล่า โดยปกติ อรรถสังวรรณนาแห่งปฏิจจสมุปบาทก็ทำยากอยู่แล้ว ดังโบราณาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่า :-

ธรรม ๔ ประการ คือสัจจะ สัตตะ ปฏิสนธิและปัจจยาการ
นี่แหละ เป็นธรรมที่เห็นได้ยาก ทั้งยากที่จะแสดงด้วย

ดังนี้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น การสังวรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาท อันใครๆ เว้นเสียแต่ท่านผู้สำเร็จ อาคม (คือพระปริยัติ) และอภิคม (คือมรรคผล) จะทำได้มิใช่ง่าย เหตุดังนี้ ข้าพเจ้าจึงตัดแล้ว

บัดนี้ ใครจะกล่าวพรรณนาปัจจยาการ (ทั้งๆ ที่) ยัง
ไม่ได้ (นัยอันเป็น) ที่ตั้ง (ที่อาศัย ด้วยกำลังปัญญาตน)
ดังก้าวลงสู่สาครยังไม่ได้ที่เหยียบยืน ฉะนั้น ก็แต่ว่า คำ
สอนข้อนี้เป็นคำสอนที่ประดับประดาไปด้วยนัยเทศนา
เป็นนานา (วิธี) ทั้งแนวทาง (พรรณนาคืออรรถกถา)
ของท่านบูรพาจารย์เล่าก็ยังไม่ขาดสาย เป็นไปอยู่ (จนทุกวันนี้) เหตุใด เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าก็อาศัยนัยทั้งสอง
นั้นลงมือพรรณนาความแห่งปฏิจจสมุปบาทนั้น (ดู) ขอ
ท่านทั้งหลายจงตั้งใจฟังคำพรรณนานั้นเถิด ด้วยพระ
บูรพาจารย์ทั้งหลายกล่าวไว้ว่่า ผู้ใดผู้หนึ่งหาก สนใจ
ฟังข้าพเจ้า จะพึงได้รับคุณ (คือความรู้) วิเศษอันมีอยู่
แต่ต้นไปจนปลาย ครั้นได้รับคุณ (คือความรู้) วิเศษอันมี
อยู่แต่ต้นไปจนปลายแล้ว ก็จะพึงถึงฐานะ ที่พึงจุราช
มองไม่เห็น” ดังนี้

[๕๘๒] ก็แล ในคำพระบาลีปฏิจจสมุปบาทมีคำว่า “อวิชชาปัจจยา สงฺขารา” เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยโดยประเภทแห่งเทศนา โดยอรรถ โดยลักษณะ (เป็นต้น) โดยอย่างต่างๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น และโดยกำหนดองค์ทั้งหลายแต่ต้นไปทีเดียว ดังนี้ก่อน

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka