visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 872 | >>

ด้วยอำนาจเหตุไม่เสมอกัน คือด้วยอำนาจประกฤติ อณู และกาลเป็นต้น) วสวัตติวาทะ (กล่าวว่ามีพระอิศวร อาตมัน หรือพระชาปดี คือพรหมเป็นผู้ครอบงำสัตว์ไว้ในอำนาจคือเป็นผู้บันดาล) เป็นต้น อันทรงแสดงด้วยบทปฏิจจะ ซึ่งส่องความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย เพราะปวัตติธรรม (ธรรมฝ่ายปวัตติ หมุนไป) มีความเป็นไปเนื่องอยู่ในความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย จริงอยู่ ประโยชน์อะไรด้วยความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยเล่า สำหรับสิ่งที่เป็นสัสสตะเป็นต้น หรือสำหรับสิ่งที่เป็นไปด้วยอำนาจอเหตุเป็นต้น

คำว่า “และด้วยบทหลัง” เป็นต้น ความว่า อุจเฉทวาทะ (กล่าวว่าตายแล้วสูญ) นัตถิกวาทะ (กล่าวว่าอะไร ๆ ไม่มี ผลของบุญบาปก็ไม่มี) อกิริยวาทะ (กล่าวว่าไม่เป็นอันทําคือทำอะไรไม่เป็นกรรม) ชื่อว่าถูกปัดออกไป เพราะความเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลาย ก็เพราะความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัย เหตุนั้นจึงเป็นอันทรงแสดงความแย้งต่ออุจเฉทวาทะเป็นต้นด้วยบท สมุปบาท ซึ่งส่องความเกิดขึ้นแห่งธรรมทั้งหลาย จริงอยู่ ในเมื่อธรรมทั้งหลายเกิดขึ้นแล้ว ๆ เล่า ๆ ด้วยอำนาจแห่งปัจจัยก่อน ๆ อยู่ อุจเฉทวาทะ นัตถิกวาทะ และอกิริยวาทะ จักมีแต่ไหนเล่า

คำว่า “ด้วยบททั้งสอง” เป็นต้น ความว่า ความถูกต้องนี้คือ มัชฌิมาปฏิปทา (ทางสายกลาง) ความละเสียซึ่งวาทะว่า “ผู้นั้นทำ ผู้นั้นได้รับผล (คือใครทำใครได้ร้อยไปไม่มีจบสิ้น)” ความละเสียซึ่งวาทะว่า “คนอื่นทำ คนอื่นได้รับผล (คือคนหนึ่งทำ คนหนึ่งได้)” ความไม่ยึดมั่นในภาษาของท้องถิ่น ความไม่ล่วงเลยเสียซึ่งสมัญญา (คือชื่อคนและสัตว์สิ่งของที่ชาวโลกเรียกๆ กัน) เป็นอันทรงแสดงด้วยคำว่า ปฏิจจสมุปบาทหมดทั้งคำ เพราะธรรมนั้น ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ตัด (คือไม่เว้น ?) ความสืบเนื่องกับความพร้อมเพรียงแห่งปัจจัยนั้น ๆ นี้เป็นความหมายของคำเพียงแต่ว่า “ปฏิจจสมุปบาท” เท่านั้น

[๕๘๑] ส่วนว่า แบบที่พระผู้มีพระภาค เมื่อทรงแสดงปฏิจจสมุปบาท ได้ทรงวางไว้โดยย่อว่า อวิชชาปัจจยา สงฺขารา สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชาเป็นต้นนี้ใด บัณฑิตเมื่อจะทำสังวรรณนาความแห่งแบบที่ทรงวางไว้นั้น ลงสู่วิวัชชวาทีแล้วไม่กล่าวต่ออาจารย์ทั้งหลาย ไม่ถึงสงสัยสุกสมีย (คือไม่ยึดแต่ความรู้ฝ่ายตน) ไม่ขึ้นครอบครูลสมัย (คือไม่ข่มย่ำความรู้ฝ่ายอื่น) ไม่ค้านพระสูตรอนุโลมพระวินัย

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka