ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
[๕๘๙] ในคำว่า โดยอย่างต่างๆ มีอย่างเดียวเป็นต้น นี้มีวินิจฉัยว่า อวิชชามีอย่างเดียว โดยภาวะคือความไม่รู้หรือความไม่เห็น หรือความหลงเป็นต้น มี ๒ อย่าง โดยความไม่ปฏิบัติและความปฏิบัติผิด อนึ่ง มี ๒ โดยเป็นสสังขารและอสังขาร มี ๓ อย่าง โดยสัมปโยคกับเวทนา ๓ มี ๔ อย่าง โดยเป็นความไม่ตรัสรู้อริยสัจจะ ๔ มี ๕ อย่าง โดยปกปิดเสียซึ่งโทษในกิเลส ๕ ส่วนความที่ตัณหามี ๖ อย่าง ในองค์ปฏิจจสมุปบาทที่เป็นอรูปธรรมทั้งสิ้น พึงทราบโดย (เป็นไปใน) ทวาร (๖) และอารมณ์ (๖)
สังขาร มีอย่างเดียว โดยเป็นสาสวธรรม เป็นวัฏปกัมมธรรม (ธรรมมีวิบากเป็นธรรมดา) เป็นต้น มี ๒ อย่าง โดยเป็นกุศลและอกุศล อนึ่ง มี ๒ โดยเป็นปริวิตกะ มัหคคตะ เป็นหีนะ มัชฌิมะ เป็นมิจฉัตตะ สัมมัตตะ เป็นนิจยะ อนิยตะ มี ๓ อย่าง โดยความเป็นอภิสังขาร ๓ มีปุญญาภิสังขารเป็นต้น มี ๔ อย่าง โดยให้เป็นไปในกำเนิด ๔ มี ๕ อย่าง โดยยังสัตว์ให้ไปสู่คติ ๕
วิญญาณ มีอย่างเดียว โดยเป็นโลกิยวิบาก เป็นต้น มี ๒ อย่าง โดยเป็นสเหตุและอเหตุ เป็นต้น มี ๓ อย่าง โดยนับเนื่องในภพ ๓ โดยสัมปโยคกับเวทนา ๓ และโดยเป็น อเหตุุกะ ทเหตุกะ และติเหตุกะ มี ๔ อย่าง และ ๕ อย่าง โดยกำเนิด (๔) และคติ (๕)
นามรูป มีอย่างเดียว โดยเป็นวิญญาณสณฺนิสสัย (ที่อาศัยแห่งวิญญาณ) และโดยเป็นกัมมปัจจัย (ปัจจัยของกรรม) มี ๒ อย่าง โดยเป็นสารัมมณะ (มีอารมณ์-นาม) และอนารัมมณะ (ไม่มีอารมณ์-รูป) มี ๓ อย่าง โดยกาลมีอดีตเป็นต้น มี ๔ และ ๕ อย่าง โดยกำเนิดและคติ
สฬายตนะ มีอย่างเดียว โดยเป็นที่เกิดและโดยเป็นที่ประชุม (แห่งวิญญาณและธรรมที่สัมปยุตกับวิญญาณนั้น) มี ๒ อย่าง โดยเป็นภูตปสาท (ส่วนที่ผ่องใสแห่งรูป) และเป็นเครื่องรับพิเศษ มี ๓ อย่าง โดยเป็นสัมปัตตโคจร (รับอารมณ์ที่มากถึงตัว) อสัมปัตตโคจร (รับอารมณ์เท่าไม่มากถึงตัวได้) และโนภยโคจร (รับอารมณ์มิใช่ทั้งหลายอย่างนั้น) มี ๔ อย่าง และ ๕ อย่าง โดยเนื่องด้วยกำเนิดและคติ