ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
อนึ่ง อัตถิปัจจัยธรรมทั้งหลายนั้นแหละพึงทราบว่า ชื่อว่า อวิคตปัจจัย เพราะเป็นธรรม ผู้อุดหนุนโดยความเป็นธรรมที่ยังไม่ปราศไป (คือยังมีอยู่)
ก็แล ทุกะนี้ (คือปัจจัยคู่นี้) ตรัสด้วยเทศนาวิลาส (ความงดงามแห่งเทศนา) หรือด้วยอำนาจแห่งเวไนยที่จะพึงฝึกสอนได้ด้วยเทศนาวิธีนี้ดุจเหตุวิปยุตตกะแม้ตรัสอเหตุุกะแล้วก็ยังตรัส (อีก) ฉะนั้นแล
[๖๑๖] ในปัจจัย ๒๔ ที่กล่าวมานี้ อวิชชานั้นเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารคือปุญญทั้งหลาย โดยประการ ๒ แต่มันเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อถัดไป (คืออปุญญาภิสังขาร) โดยหลายประการ เป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อสุดท้าย (คืออเนญชาภิสังขาร) โดยประการเดียวแล
ในคำเหล่านั้น คำว่า “เป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารคือปุญญทั้งหลายโดยประการ๒” ความว่า อวิชชาเป็นปัจจัย (แห่งปุญญาภิสังขาร) โดยประการ ๒ คือโดยเป็นอารัมมณปัจจัย ๑ โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย ๑ อธิบายว่า อวิชชานั้นเป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมมณปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารทั้งหลายฝ่ายกามาวจร ในกาลที่พิจารณาอวิชชาโดยความสิ้นไปเสื่อมไป เป็นอารัมมณปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารฝ่ายรูปาวจร ในกาลที่รู้จิตอันเป็นไปกับมุ่งหะ (ทั้งของตนและคนอื่น) ด้วยอภิญญาจิต (มีเจโตปริยญาณเป็นต้น) แต่ว่าเมื่อบุคคลบำเพ็ญกุศลวัตถุฝ่ายกามาวจรทั้งหลายมีทานเป็นต้นก็ดี ยังรูปาวจรฌานทั้งหลายให้เกิดขึ้นก็ดี เพื่อประโยชน์แก่การก้าวล่วงเสียซึ่งอวิชชา มันก็เป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารทั้งสองนั้น เมื่อบุคคลปรารถนาสมบัติในกามภพและรูปภพแล้วทำบุญ (ทั้งสอง) นั้นแหละอยู่ เพราะหลงไปด้วยความไม่รู้ ก็อย่างนั้น (คืออวิชชานั้นเป็นอุปนิสสยปัจจัยแห่งปุญญาภิสังขารทั้งสองนั้นเช่นเดียวกัน)