ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
คำว่า “แต่มันเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อถัดไปโดยหลายประการ” ความว่า อวิชชาย่อมเป็นปัจจัยแห่งอปุญญาภิสังขารทั้งหลายโดยหลายประการ ปุจฉาว่า เป็นอย่างไร ? วิสัชนา่ว่า ก็อวิชชานั้นย่อมเป็นปัจจัย (แห่งอปุญญาภิสังขาร) โดยหลายประการคือ ในกาลที่ราคะเป็นต้น ปรากฏอวิชชาเกิดขึ้นมันก็เป็นปัจจัยโดยเป็นอารัมมณปัจจัย ในกาลที่ทำอวิชชาให้เป็นที่หนัก (คือน้ำหนักอยู่ที่อวิชชา) (เกิดความ) พอใจขึ้น มันก็เป็นปัจจัยโดยเป็น อารัมมณาธิปติและอารัมมณูปนิสสยะ เมื่อบุคคลผู้หลงไปด้วยความไม่รู้ไม่เห็นโทษ (ในบาป) ทำบาปทั้งหลายมีปาณาติบาตเป็นต้นเข้า มันก็เป็นอุปนิสสยปัจจัย มันเป็นอนันตระ.. สมนันตระ อนันตรูปนิสสยะ อาเสวนะ นัตถิและวิคตปัจจัยแห่งชวนจิตมีชวนะดวงที่ ๒ เป็นต้นไป เมื่อบุคคลทำอกุศลทุกอย่างมันก็เป็นเหตุ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิและอวิคตปัจจัย
คำว่า “นับว่าเป็นปัจจัยแห่งอภิสังขารข้อสุดท้ายโดยประการเดียว” คืออวิชชานับว่าเป็นปัจจัยโดยประการเดียวคือโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแห่งอเนญชาภิสังขารทั้งหลาย ก็แลความที่มันเป็นอุปนิสสยปัจจัยนั้นพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในปุญญาภิสังขารนั่นเถิด
[๖๑๗] ในบทว่า “สังขารทั้งหลายย่อมมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา” นี้ โจทกาจารย์กล่าว (ทัก) ว่า “ก็อวิชชานี้อย่างเดียวเท่านั้นเป็นปัจจัยแห่งสังขารทั้งหลายหรือ หรือว่าเป็นปัจจัยอื่นๆ อีกก็มิ” พระอาจารย์กล่าวเฉลยว่า “ก็ในข้อนี้จะพึงว่ากันอย่างไร (ดี) เล่า ผิว่าอวิชชาอย่างเดียว (เป็นปัจจัย) ไซร้ ก็ต้องเป็นพวกเอกการณวาทะ (กล่าวว่ามีเหตุอันเดียว) ซึ่งไม่ถูกต้อง หากว่า ปัจจัยอื่นๆ อีกก็มีไซร้ เอกการณนิเทศ (คำพระบาลีที่แสดงเหตุไว้อันเดียว) ว่า ‘อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา - สังขารทั้งหลายมีเพราะปัจจัยคืออวิชชา’ ก็ไม่เกิดประโยชน์ พระอาจารย์กล่าวต่อไปว่า “(แต่อันที่จริง) เอกการณนิเทศนั้นจะไม่เกิดประโยชน์หามิได้” เพราะอะไร เพราะ
เอกผล (เกิด) แต่เอกเหตุไม่มี แม้อนเอกผล (เกิด) แต่เอกเหตุไม่มี เอกผลเล่า (เกิด) แต่เอนกเหตุไม่มี แต่อรรถ (คือประโยชน์) ในการแสดงเอกเหตุเอกผล มีอยู่