ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ในอารมณ์ ๓ นั้น อารมณ์ของปฏิสนธิแห่งสัตว์ชั้นวิญญาณัญจายตนะและชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ เป็นอดีตารมณ์อย่างเดียว แห่งสัตว์ชั้นกามาวจร ๑๐ เป็นอดีตารมณ์บ้าง เป็นปัจจุปบันนอารมณ์บ้าง แห่งสัตว์ที่เหลือเป็นนวัตตัพพารมณ์แท้ ฉะนี้
อนึ่ง ปฏิสนธิที่เป็นไปในอารมณ์ ๓ อยู่อย่างนี้ ก็ย่อมเป็นไปในลำดับแห่งจุติจิตซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีตารมณ์บ้าง เป็นนวัตตัพพารมณ์บ้างเท่านั้น เพราะธรรมดาว่าจุติจิตเป็นปัจจุปบันนอารมณ์หามีไม่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงควรทราบอาการเป็นไปแห่งปฏิสนธิอันมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๓ ในอันดับแห่งจุติซึ่งมีอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งในอารมณ์ ๒ ด้วยอำนาจแห่งสุตติและทุกติ (ต่อไป) ข้อนี้เป็นฉันใด
[๖๒๓] อันดับแรก บาปกรรมตามที่ตนสะสมไว้บ้าง กรรมมิมิตบ้าง ย่อมมาสู่คลองในมโนทวารของบุคคลผู้พึงอยู่ในสุดชั้นกามาวจร (แต่) เป็นคนมีบาปกรรม ซึ่ง (เจ็บหนัก) นอนอยู่บนเตียงมรณะ (ทั้งนี้) โดยพระบาลีว่า “ในสมัยนั้น กรรมทั้งหลาย (ที่ตนทำไว้ก่อน) นั้น ย่อมเกาะอยู่ (ในจิต) ของบุคคล (ผู้ใกล้ตาย) นั้น” ดังนี้เป็นต้น จุติจิตทำอารมณ์แห่งภวังค์ ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้นในลำดับแห่งชวนวิถีอันปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตนั้นเกิดขึ้น มีตทารัมมณะเป็นสุดท้าย ครั้นจุติจิตนั้นดับแล้ว ปฏิสนธิจิตอันกำลังแห่งกิเลสที่ยังตัดไม่ได้ ชักนำกล่าเข้าไปทางทุคติ ก็ปรารภกรรมหรือกรรมนิมิตที่มาปรากฏ (มโนทวาร) นั้นแลเกิดขึ้น นี่เป็นปฏิสนธิมีอารมณ์เป็นอดีต (เกิด) ในลำดับแห่งจุติซึ่งมีอารมณ์เป็นอดีต (ด้วยกัน)
ในมรณสมัย (เวลาใกล้จะตาย) ทุคตินิมิตมีวรรณรูปแห่งเปลวเพลิงเป็นต้น ในทุคติทั้งหลายมีนรกเป็นอาทิ ย่อมมาปรากฏในมโนทวารของบุคคลผู้มีบาปกรรมอีกคนหนึ่ง ด้วยอำนาจแห่งกรรมมีประการดังกล่าวแล้ว ครั้นภวังคจิตเกิดขึ้นแล้วดับไป ๒ วาระ วิถีจิต ๓ ดวง คือ อาวัชชน ๑ ชวนะ (เพียง) ๔ เพราะเป็นจิตมีกำลังอ่อนด้วยความที่มรณะใกล้เข้ามา ตทารัมมณะ ๒ ปรารภอารมณ์นั้น เกิดขึ้นแก่บุคคลนั้น ต่อบั้นจุติจิต ๑ ดวงทำอารมณ์ของภวังค์ให้เป็นอารมณ์เกิดขึ้น ขณะจิต ๑๑ (คือภวังค์ ๒ อาวัชชน ๑ ชวนะ ๔ ตทารัมมณะ ๒ จุติ ๑) เพียงนั้นว่าเป็นอดีต ลำดับนั้น ปฏิสนธิจิตเกิดขึ้นแก่บุคคลนั้นในอารมณ์นั้นนั่นแหละ ซึ่งมีอายุชั่ว