visuddhimagga>

คัมภีร์วิสุทธิมรรค

ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)

<< | หน้าที่ 923 | >>

ข้าพเจ้าทั้งหลายจักประกาศความเป็นไปแห่งวิญญาณดังกล่าวมานี้นั้น โดยทางสืบปฏิสนธิจากจุติแห่งมนุษย์ซึ่งเห็นได้ชัด

ก็ในอดีตภพ เมื่อบุคคลผู้วาระจะตายเพราะความสิ้นไปเอง หรือเพราะการกระทำ (ร้าย) ก็ตาม ไม่อาจทนความรุมเอาแห่งสัสตรคือมรณัตติกเวทนา (ความเจ็บชนิดถึงตาย) ทั้งหลาย ซึ่งเชือดเฉือนเส้นเอ็นทั่วอวัยวะใหญ่บ่อยเหลือที่จะทน ครั้นร่างกายซูบซีดไปโดยลำดับ ดุจใบตาลสดที่เขาวางไว้ในแดดค่อยเหี่ยวแห้งไปฉะนั้น ครั้นอินทรีย์ทั้งหลายมีจักขุเป็นต้นดับ กายินทรีย์ มนินทรีย์และชีวิตินทรีย์คง (เหลือ) อยู่แต่ในหทยวัตถุ วิญญาณซึ่งอาศัยหทยวัตถุเท่าที่เหลืออยู่ในขณะนั้น ก็ปรารภอาครุกรรม (กรรมหนัก) สมาสีวิตกรรม (กรรมที่ทำเนืองๆ) อาสันนกรรม (กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย) ปุพเพกตกรรม (กรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน) อย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งได้แก่สังขารอันได้ปัจจัยที่เหลือ (มีอวิชชาเป็นต้น แล้วหรือปรารภเอา) วิสัย (คือวรรณรูปารมณ์) ซึ่งได้แก่กรรมนิมิต คตินิมิตอันเข้าไปปรากฏแก่วิญญาณนั้นเป็นไป ตัณหาในวิสัยนั้นอันมีโทษที่อวิชชาปกปิดไว้ เพราะยังละตัณหาอวิชชาไม่ได้ ก็ชักเอาวิญญาณที่เป็นไปอยู่อย่างนั้นไป สังขาร (คือเจตนา) ที่เกิดร่วมกันก็ (ช่วย) ซัด (วิญญาณนั้น) ไป วิญญาณที่ถูกตัณหาชักไป ถูกสังขารทั้งหลายซัดไปด้วยอำนาจแห่งสันติต่ออยู่นั้น ก็ละทิ้งที่อาศัย (คือหทยวัตถุ) เดิมด้วย ได้ที่อาศัยใหม่อันกรรมสร้างขึ้นบ้าง ไม่ได้บ้าง เป็นไปด้วยปัจจัยทั้งหลายมีอารมณ์เป็นต้นเท่านั้นด้วย ดุจคนหน่วงเชือกซึ่งผูกต้นไม้ที่ฝั่งโน้นไว้ข้ามคลองไปฉะนั้นแล

ก็แล ในวิญญาณที่เป็นไปนี้ วิญญาณดวงก่อนเรียกว่าจุติวิญญาณเพราะเคลื่อนไป ดวงหลังเรียกว่าปฏิสนธิวิญญาณ เพราะสืบต่อมาแต่เบื้องต้นแห่งภพอื่น อันว่า วิญญาณนั้น บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า มันมา ณ ภพนี้จากภพก่อนหาได้ไม่ อีกทั้งเว้นเหตุมีกรรม สังขาร ตัณหาผู้ชักและวิสัยเป็นต้นจากภพก่อนนั้นเสีย มันก็ปรากฏขึ้นหาได้ไม่

นิทัศนะจุติปฏิสนธิ

[๖๓๓] ธรรมทั้งหลายมีเสียงสะท้อนเป็นต้น พึงเป็นนิทัศนะในข้อนี้ได้ อนึ่ง เพราะความเนื่องกันในสันดาน (คือการสืบต่อ) ความเป็นอันเดียวกันจึงไม่มี ทั้งความต่างกันก็ไม่มีด้วย

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka