ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
แท้จริง ธรรมทั้งหลายมีประเภทคือเสียงสะท้อน ประทีป ตราและรูปสะท้อน (คือเงา) พึงเป็นนิทัศนะในข้อนี้ คือในความนี้ได้มา ณ ภพนี้ แต่ภพก่อน และในความเกิดขึ้นด้วยเหตุที่เนื่องมาแต่ภพอดีตแห่งวิญญาณนั้น เหมือนอย่างว่าเสียงสะท้อน ประทีป ตรา และเงาย่อมมี เสียงเป็นต้นเป็นเหตุจึงมี เว้นเสียงเป็นต้นเสีย ก็หาได้มีได้ฉันใด จิตนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
อนึ่ง ในข้อนี้ เพราะความเนื่องกันในสันดาน (คือการสืบต่อ) ความเป็นอันเดียวกันจึงไม่มี ทั้งความต่างกันก็ไม่มีด้วย จริงอยู่ ผิว่าเมื่อความเนื่องกันในสันดาน (คือการสืบต่อ) ความเป็นอันเดียวกันจึงมี ทั้งความต่างกันก็ไม่มีด้วย จริงอยู่ ผิว่าเมื่อความเนื่องกันในสันดาน (คือการสืบต่อ) มีอยู่ ความเป็นอันเดียวกันอย่างเด็ดขาดจะพึงมีไซร้ นมส้มก็ไม่ใช่เป็นสิ่งเกิดมาแต่นมสดนะซี แม้ความต่างกันอย่างเด็ดขาดจะพึงมีเล่า นมส้มก็ไม่ใช่เป็นสิ่งอาศัยนมสดนะซี
นัยการประกอบความในสิ่งที่เป็นเหตุและที่เกิดแต่เหตุ (คือผล) ทั้งปวง ก็นัยนี้ เพราะเมื่อเป็นอย่างนั้น (คือเมื่อถือว่าเหตุทุกับผลเป็นอันเดียวกันหรือต่างกันเป็นคนละอันเด็ดขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่งเช่นนั้น) การลบล้างโวหารของโลกทั้งปวงก็จะมีขึ้น แต่การลบล้างโวหารของโลกนั้น บัณฑิตไม่ปรารถนา เพราะเหตุนั้น ความเป็นอันเดียวกันหรือว่าความต่างกันเด็ดขาดในสิ่งที่เป็นเหตุและผลอันเนื่องกันในสันดานทางหลายนี้ บัณฑิตจึงไม่ควรข้องแวะ (คืออย่าสนใจ) แล
[๖๓๔] ในข้อนี้ (มี) โจกทาจารย์ (ผู้ท้วง) กล่าวว่า “เมื่อเป็นความปรากฏ (เกิดขึ้นแห่งวิญญาณ) โดยมิได้เคลื่อนมา (แต่ภพก่อน) อย่างนั้น เพราะขันธ์ทั้งหลายที่มีอยู่ในอัตภาพมนุษย์นี้ดับไป และเพราะกรรมที่เป็นปัจจัยแห่งผลไม่ไปในที่เกิดขึ้นแห่งผลนั้น ผลนั้นก็มิ (ไป) มีแก่ผู้อื่น และแต่กรรมอื่นหรือ อนึ่ง เมื่อผู้เสวย (ผล) ไม่มี ผลนั้นจะพึงมีแก่ใครเล่า” เพราะเหตุนั้น นิราน (คือกฎเกณฑ์) อันนี้ไม่มีดอก”
ในคำท้วงนั้น ข้าพเจ้าจะเฉลยต่อไปนี้ :-