ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
เหมือนอย่างว่าต้นไม้ จะเรียกว่ามีผลหรือว่าเมล็ดผลก็ตาม ก็ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผลไม้อันเป็นส่วนหนึ่งแห่งธรรมทั้งหลายที่เรียกว่าต้นไม้นั้นเอง ฉันใด เทวดาหรือมนุษย์ก็ดีจะเรียกว่าได้เสวย (ผล) หรือจะเรียกว่าผู้ได้รับความสุข ผู้ได้รับความทุกข์ก็ตาม ก็ด้วยความเกิดขึ้นแห่งผลคือสุขทุกข์ซึ่งนับเป็นอุปโภค (ของเสวย) เป็นส่วนหนึ่งแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เรียกว่าเทวดาและมนุษย์ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น ความหมายอะไรๆ ด้วยผู้เสวยอื่น (นอกไปจากขันธ์) ในข้อความด้วยผู้เสวย (ผล) นี้ หามีไม่แล
[๖๓๕] แม้โจกทาจารย์ผู้เดิมพึงกล่าวว่า “แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น สังขารเหล่านั้นเมื่อมีอยู่ จึงเป็นปัจจัยแห่งผลหรือ หรือว่าไม่มีอยู่ก็เป็นปัจจัยแห่งผลได้เล่า ก็ถ้ามีอยู่จึงเป็นปัจจัยได้ไซร้ วิบากของมันก็จะพึงมีแต่ในปวัตติเถะ (คือในขณะที่สังขารเป็นไปอยู่) เท่านั้น ถ้าแม้มันไม่มีมันก็เป็นปัจจัยได้เล่า มันก็จะพึงนำผลมาให้ได้เป็นนิตย์ไปทั้งในขณะก่อนปวัตติ (คือในขณะทำกรรม) ทั้งภายหลังปวัตติ (คือเมื่อให้ผลสำเร็จแล้ว) ละซี” ดังนี้ โจกทาจารย์ผู้นั้น พึงได้รับเฉลยดังนี้ :-
สังขารทั้งหลายนั้นเป็นปัจจัย (แห่งผล) เพราะทำ (ผล) ขึ้น แต่มันนำผลมาให้เป็นนิตย์หามิได้ กิริยามีการประกันเป็นต้น พึงทราบว่า เป็นนิทัศนะในข้อนั้นได้
แท้จริง สังขารทั้งหลายย่อมเป็นปัจจัยแห่งผลของตน เพราะทำ (ผล) ขึ้นเท่านั้น ไม่ใช่เพราะมันมีอยู่หรือมันไม่มี ดังพระบาลีว่า “จักขุวิญญาณนั้นเป็นวิบาก ย่อมเป็นสิ่งเกิดขึ้นเพราะกุศลกรรมฝ่ายกามาวจรทำขึ้น ก่อขึ้น” ดังนี้เป็นอาทิ และมันเป็นปัจจัยแห่งผลของตน ตามที่ควรแล้วก็ไม่เป็นปัจจัยนำผลมาให้อีก เพราะมันมีวิบากสุกแล้ว (คือให้ผลเสร็จแล้ว) กิริยามีการประกันเป็นต้น (ดังจะกล่าวต่อไป) นี้พึงทราบว่า