ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยด้วย แห่งวิปากวิญญาณทั้ง ๙ ในสุดติกามภพ ในปฏิสนธิ (กาล) ปุญญาภิสังขารประเภทกุศลเจตนา ๔ ฝ่าย รูปาวจรเป็นปัจจัยแก่วิปากวิญญาณ ๕ แม้ในรูปภพ เฉพาะในปฏิสนธิ อนึ่ง ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรมีประเภทดังกล่าวเป็นปัจจัยโดยส่วนสองตามนัยที่กล่าวนั่นแล แก่วิปากวิญญาณกามภูมิ ๗ เว้นอเหตุกมโนวิญญาณธาตุที่สหรคตกับอุเบกขาในสุดติกามภพ ในปวัตติกาลไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิ ปุญญาภิสังขารประเภทที่กล่าวนั่นแหละเป็นปัจจัยโดยส่วนสอง อย่างนั้นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณ ๕ ในรูปภพ ในปวัตติกาล ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิ
ส่วนในทุกติกามภพ ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรที่กล่าวนั่นเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกัน แห่งวิปากวิญญาณกามภูมิทั้ง ๙ ในปวัตติกาลได้ (แต่) ไม่เป็นปัจจัยในปฏิสนธิ ในทุกติกามภพนั้นในนรก ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรนั้น ก็เป็นปัจจัยในการประสบอิฏฐารมณ์ได้ในคราวต่างๆ เช่นคราวจาริก (เยี่ยม) นรกแห่งพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น อนึ่ง อิฏฐารมณ์ย่อมมีได้ในพวกสัตว์ดิรัจฉานและในพวกเปรตที่มีฤทธิ์มากด้วยเหมือนกัน ปุญญาภิสังขารฝ่ายกามาวจรนั้นแหละเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกัน แห่งวิญญาณที่เป็นกุศลวิบากทั้ง ๑๒ ในสุดติกามภพ ทั้งในปวัตติกาลทั้งในปฏิสนธิ แต่ (ว่า) โดยไม่แยกกัน (คือรวมกามาวจรและรูปาวจรเข้าไว้ด้วยกัน) ปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นเหมือนกันแห่งวิปากวิญญาณ ๑๐ ในรูปภพทั้งในปวัตติกาลและในปฏิสนธิด้วย
อปุญญาภิสังขารประเภทอกุศลเจตนา ๑๒ เป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นนั่นแลแห่งวิญญาณดวง ๑ (คือปฏิสนธิวิญญาณ) ในทุกติกามภพ ในปฏิสนธิ ไม่เป็นในปวัตติกาล เป็นปัจจัยแก่อกุศลวิปากวิญญาณ ๖ ในปวัตติกาล ไม่เป็นในปฏิสนธิ เป็นปัจจัยแก่อกุศลวิปากวิญญาณทั้ง ๗ ทั้งในปวัตติกาลและในปฏิสนธิ ส่วนในสุดติกามภพ อปุญญาภิสังขารก็เป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นแหละแก่อกุศลวิปากวิญญาณทั้ง ๗ นั้นในปวัตติกาลได้เหมือนกัน (แต่) ไม่เป็นในปฏิสนธิ ในรูปภพมันก็เป็นปัจจัยโดยส่วนสองอย่างนั้นแหละ แห่งวิปากวิญญาณ ๔ ในปวัตติกาล (แต่) ไม่เป็นในปฏิสนธิ ก็แต่ว่าความที่อปุญญาภิสังขารเป็นปัจจัยในรูปภพนั้น เป็นโดยเห็นรูปที่ไม่น่าปรารถนาและได้ยินเสียงที่ไม่น่าปรารถนาในกามาวจรภพ เพราะว่าในพรหมโลก อันสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาทั้งหลายมีรูปที่ไม่น่าปรารถนาเป็นต้นหามีไม่ แม้ในกามาวจรเทวโลกก็อย่างนั้น