ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ก็แล ในอุปาทานทั้งหลายนี้ คือในอุปาทาน ๔ ที่แสดงมาดังนี้ กามตัณหาเป็นปัจจัยอย่างเดียว โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้น แก่อุปาทานข้อหน้าเพื่อน คือกามุปาทาน เพราะเกิดขึ้นในอารมณ์ทั้งหลายที่ตัณหายินดีโดยเฉพาะ แต่มันเป็นปัจจัย ๗ อย่าง คือ สหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตะ และเหตุปัจจัย เป็นปัจจัย ๘ อย่าง กับทั้งอุปนิสสยปัจจัยบ้างก็มี แก่อุปาทาน ๓ ที่เหลือ แต่ว่า เมื่อใดมันเป็นปัจจัยโดยเป็นอุปนิสสยปัจจัย เมื่อนั้นมันก็เป็นอสหชาตะ (คือไม่เป็นสหชาติ) ด้วยแล
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ
[๖๔๖] ในบทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว
พึงทราบวินิจฉัยโดยอรรถ คือความแห่งคำ ๑ โดยธรรม (คือความหมายของธรรม) ๑ โดยสาตถะ (คือข้อที่ยังมีประโยชน์ที่จะกล่าวซ้ำ) ๑ โดยเภทะ (คือแบ่งออก) และโดยสังคหะ (คือรวมเข้า) ๑ โดยสิ่งไรเป็นปัจจัยแกสิ่งไร ๑
วินิจฉัยโดยอรรถในบทนั้นว่า ธรรมโดยย่อยมเป็นเหตุนั้น ธรรมนั้น จึงชื่อว่า ภพ (แปลว่าธรรมที่เป็นชั้น) ภพนั้นมี ๒ ประเภท คือ กรรมภพ ๑ อุปปัตติภพ ๑ ดังพระบาลีว่า “ภพมีโดยส่วน ๒ คือกรรมภพ ๑ อุปปัตติภพ ๑” ดังนี้
ในภพ ๒ นั้น ภพคือกรรม ชื่อว่า กรรมภพ นัยเดียวกัน ภพคือความเข้าถึง ชื่อว่า อุปปัตติภพ ก็แล ในกรรมและอุปปัตตินี้ อุปปัตติจัดเป็นภพ เพราะเป็น (คือเกิด) ขึ้น