ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
กรรมนั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นก็เป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพเป็นต้นก็รวมอยู่ในนั้นแหละ
อัตตวาทุปาทานเป็นปัจจัยแก่ภพทั้ง ๓ อันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท) พร้อมทั้งที่อยู่ภายในดังนี้
บุคคลผู้หนึ่งเห็นว่า “อันความสุขย่อมถึงซึ่งความเต็มเปี่ยมแก่บุคคลผู้ทำศีลพรตนี้ให้บริบูรณ์ ในภพแห่งกามาวจรสมบัติก็ตาม ในรูปภพและอรูปภพแห่งใดแห่งหนึ่งก็ตาม” ดังนี้แล้ว ก็ทำกรรมที่ไปกันได้กับความเห็นนั้นด้วยอำนาจสีลัพพตุปาทาน
กรรมนั้นเป็นกรรมภพ ขันธ์ทั้งหลายที่เกิดเพราะกรรมนั้นก็เป็นอุปปัตติภพของบุคคลนั้น ส่วนสัญญาภพเป็นต้นก็รวมอยู่ในนั้นเหมือนกัน
แม้สีลัพพตุปาทานก็เป็นปัจจัยแก่ภพทั้ง ๓ อันมีแตกต่างกัน (หลายประเภท) พร้อมทั้งภพที่อยู่ภายในได้ดังนี้แล
วินิจฉัยโดยประการที่สิ่งไรเป็นปัจจัยแก่สิ่งไร ในบทนี้ พึงทราบดังกล่าวมาจะนี้
หากมีคำถามว่า “ก็ในบทนี้ อุปาทานอะไร เป็นปัจจัยแก่ภพอะไร อย่างไร” ดังนี้ไซร้ คำแก้พึงมีว่า:-
บัณฑิตพึงทราบเถิดว่า อุปาทานเป็นอุปนิสสยปัจจัยแก่รูปภพและอรูปภพ อนึ่ง มันเป็นปัจจัยแก่กามภพ โดยปัจจัยทั้งหลายมีสหชาตปัจจัยเป็นอาทิ
ขยายความว่า อุปาทานทั้ง ๔ อย่างนั้น เป็นปัจจัยประเภทเดียว โดยเป็นอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแก่รูปภพและอรูปภพ คือแก่กรรมเฉพาะที่เป็นกุศลในกรรมภพ อันนับเนื่องในกามภพและแก่้อุปปัตติภพด้วย (ส่วน) ในกามภพมันเป็นปัจจัยโดย