ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
สหชาตปัจจัยเป็นต้นซึ่งแยกออกเป็นสหชาตะ อัญญมัญญะ นิสสยะ สัมปยุตตะ อัตถิ อวิคตะและเหตุปัจจัยแก่กุศลกรรมภพ อันสัมปยุตกับตน แต่เป็นปัจจัยโดยอุปนิสสยปัจจัยอย่างเดียว แก่กรรมภพที่เป็นวิบปยุต
นี่เป็นกถาอย่างพิสดารในบทว่า อุปาทานปจฺจยา ภโว
[๖๕๑] ในบททั้งหลายมีบทว่า ภวปจฺจยา ชาติ เป็นต้น การวินิจฉัยคำมีคำว่า ชาติ เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในวิสุทธิมรรค ส่วนคำว่า ภโว ในบทนี้หมายเอากรรมภพอย่างเดียว เพราะกรรมภพนั้นเป็นปัจจัยแก่ชาติ อุปปัตติภพหาเป็นปัจจัยไม่ ก็แล กรรมภพนั้นเป็นปัจจัย ๒ อย่าง โดยเป็นกัมมปัจจัยและอุปนิสสยปัจจัยเท่านั้นแล
หากมีคำถามว่า “ก็ข้อที่ว่า ภพเป็นปัจจัยแก่ชาตินั้น จะพึงทราบได้อย่างไร” ดังนี้ไซร้ คำตอบพึงมีว่า “พึงทราบได้โดยที่แม้เมื่อปัจจัยภายนอกมีเสมอกัน ก็ปรากฏความแปลกกัน มีความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีตเป็นต้นได้ จริงอยู่ แม้ความเสมอกันแห่งปัจจัยภายนอกทั้งหลายมีสุกกโลหิต (เลือดขาว) ของชนกชนนี้ และอาหารเป็นต้นมีอยู่ ความแปลกกันมีความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีตเป็นต้นของสัตว์ทั้งหลาย แม้เป็นลูกแฝดก็เห็นได้อยู่ อันความแปลกกันแห่งสัตว์ทั้งหลายนั้นมิใช่ไม่มีเหตุ เพราะไม่มีไปทุกเมื่อและทุกคน มิใช่มีเหตุอื่นไปจากกรรมภพ เพราะไม่มีเหตุอย่างอื่นในสันดานเฉพาะตัวของสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดมาเพราะกรรมภพนั้น เหตุนั้น มันจึงมีกรรมภพเป็นเหตุแท้ เพราะกรรมเป็นเหตุแห่งความแปลกกันมีความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีตเป็นต้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคจึงตรัสว่า “กรรมย่อมจำแนกสัตว์ทั้งหลาย นี่คืออะไร คือย่อมจำแนกโดยความเป็นผู้ทรามและเป็นผู้ประณีต” ดังนี้ เหตุนั้นข้อที่ว่า “ภพเป็นปัจจัยแก่ชาติ” นั้นจึงควรทราบได้ (โดยนัยดังกล่าวมาจะนี้)