ฉบับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโภ)
ทั้งหลายไม่ไปสู่การกำหนดรู้แก่โยคาวจรผู้เป็น สุกขวิปัสสกะ (ผู้นำเพียงวิปัสสนาล้วน) และแก่โยคาวจรผู้เป็น สมถยานิกะ เพราะยังมิได้บรรลุ (โลกุตตรจิตเหล่านั้น)
โยคาวจรผู้นั้น ครั้นรวมอรูปธรรมแม้ทั้งหมดเหล่านั้นเข้าเป็นอันเดียวกันโดยลักษณะ คือความน้อมไป ก็เห็นว่า นี่คือนาม
โยคาวจรผู้หนึ่งกำหนด นาม และ รูป โดยพิสดาร ด้วยการกำหนดธาตุ ๔ เป็นหลัก ด้วยอาการดังกล่าวนี้
[๖๖๕] โยคาวจรอีกผู้หนึ่งกำหนดนามและรูปด้วยธาตุ ๑๘ กำหนดอย่างไร ? คือ ภิกษุในพระศาสนานี้กำหนดถึงธาตุทั้งหลายว่า “ในอัตภาพนี้ มีจักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ มีโสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฯลฯ มีมโนธาตุ ธัมมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ” ดังนี้แล้ว ไม่ยึดถือก้อนเนื้อที่สายใยรั้งรัดไว้ในเบ้าตา รูปยาวและกว้าง วิจิตรด้วยวงสีขาวสีดำและสีดำมาก ซึ่งชาวโลกหมายรู้กันว่า “จักขุ” แต่กำหนดเอาจักขุประสาทที่มีประการดังกล่าวแล้วในอุปาทายรูปทั้งหลายนั้นเป็นธรณีนิเทศว่า “จักขุธาตุ” ส่วนรูป ๕๓ นอกนั้น ซึ่งมีอยู่อย่างนี้ คือ สหชาตรูป ๙ ได้แก่ธาตุ ๔ อันเป็นที่อาศัยของจักขุประสาทนั้น กับรูปคือ สี กลิ่น รสและโอชา รวมอีก ๔ อันเป็นรูปบริวาร และชีวิตินทรีย์เป็นรูปอนุปาล (อีก ๑) กัมมชรูป ๒๐ โดยเป็นกายทสกะ (๑๐) และภาวทสกะ (๑๐) ซึ่งอยู่ในจักขุประสาทนั้นนั่นเอง (กับทั้ง) อนุปาทินนรูป ๒๔ โดยเป็นโอชัฏฐกรูป (๘) ทั้ง ๓ มีโอชัฏฐกะซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐานเป็นต้น (จึงเป็น ๙ + ๒๐ + ๒๔ = ๕๓) โยคาวจรก็ไม่กำหนดเอารูป ๕๓ เหล่านั้นว่า “จักขุธาตุ”
สิ่งแข็งธาตุทั้งหลายมีโสตธาตุเป็นต้น ก็มีนัยนี้ ส่วนในกายธาตุมีเหลืออยู่ ๕๓ รูป แต่เกจิอาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า มี ๕๔ เพราะกำรูปซึ่งมีอุตุและจิตเป็นสมุฏฐานให้เป็นหมวดละ ๘ ด้วยการเพิ่ม สัททะ เข้าอีก (หมวดละ ๑) รูป ๑๐ ได้แก่ ประสาท ๕ เหล่านี้ และรูป ๑ เสียง ๑ กลิ่น ๑ รส ๑ โผฏฐัพพะ ๑ รวม ๔ อันเป็นวิสัยของประสาทเหล่านั้นเป็นธาตุ ๑๐ (ในธาตุ ๑๘) รูปทั้งหลายนอกนั้นเป็นธรรมธาตุอย่างเดียว ส่วนปัญจวิญญาณ ๒ เช่นที่กล่าวอย่างนี้ว่า “จิตซึ่งอาศัยจักขุแล้วปรากฏรูปเป็นไป เรียกว่า “จักขุวิญญาณธาตุ” ดังนี้ เป็นวิญญาณธาตุ ๕ มโนธาตุจิต ๓ เป็นมโนธาตุ