ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ถึงศีลคุณ) จาคานุสสติ (การหมั่นระลึกถึงคุณในการบริจาค) เทวตานุสสติ (การหมั่นระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้ไปเกิดเป็นเทวดา) อุปสมานุสสติ (การหมั่นระลึกถึงความสงบ) มรณานุสสติ (การหมั่นระลึกถึงความตาย) กายคตาสติ (การตามรู้กองรูป) และอานาปานสติ (การตามรู้ลมหายใจเข้าออก) เหล่านี้ชื่อว่า อนุสสติ ๑๐
[คัมภีร์สังคหภาสาฎีกา (หน้า ๒๔๙) กล่าวว่า กองรูปในกายคตสติหรือลมหายใจเข้าออกในอานาปานสติ เป็นอารมณ์บัญญัติที่หยาบง่าย ส่วนพระพุทธคุณเป็นต้นเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ที่ละเอียดลึกซึ้งกว่า ดังนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า สติ (การตามรู้) ไว้ในกายคตสติ และอานาปานสติ ไม่ตรัสว่า อนุสสติ (การหมั่นระลึกถึง) เหมือนในพุทธานุสสติเป็นต้น]
๙. เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เหล่านี้ชื่อว่า อัปปมัญญา ๔ ที่เรียกว่า พรหมวิหาร
๑๐. ความสำคัญในอาหารว่าปฏิกูล (พิจารณาอาหารว่าสกปรกจะได้ไม่ยินดีในอาหาร) ชื่อว่า สัญญา ๑
๑๑. การกำหนดรู้ธาตุทั้ง ๔ ชื่อว่า ววัตถาน ๑
๑๒. อากาสานัญจายตนฌานเป็นต้น ชื่อว่า อารูปกรรมฐาน ๔
โดยประการดังนี้ กรรมฐาน ๔๐ มีอยู่ในสมถนิกเทศโดยประการทั้งปวง
๑๓. อนึ่ง ในบรรดาจริตทั้งหลาย อสุภกรรมฐาน ๑๐ และการภาวนากำหนดส่วนต่างๆ [ของร่างกาย]ที่เรียกว่ากายคตาสติ เป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีราคจริต