ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๑๔. อัปปมัญญา ๔ และกสิณ ๔ มีนีลกสิณเป็นต้น เป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีโทสจริต
๑๕. อานาปานสติเป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีโมหจริตและผู้มีวิตกจริต
๑๖. อนุสสติ ๖ มีพุทธานุสสติเป็นต้นเป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีศรัทธาจริต
๑๗. มรณานุสสติ อุปสมานุสสติ [อาหารเรปฏิกูล]สัญญา และการกำหนดรู้ธาตุ ๔ เป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีพุทธิจริต
๑๘. ส่วนกรรมฐานอื่นทั้งหมด [คืออุตุกสิณ ๔ อาโลกกสิณกับอากาสกสิณ ๒ อรูปฌาน ๔] เป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีจริตทั้งปวง
แม้ในบรรดากรรมฐานดังกล่าวนั้น กสิณกรรมฐานวงใหญ่เป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีโมหจริต แต่กสิณกรรมฐานวงเล็กเป็นสัปปายะแก่บุคคลผู้มีวิตกจริต
ทั้งหมดนี้เป็นการจำแนกสัปปายะในปริเฉทนี้
๑๙. ในบรรดาภาวนาทั้งหลาย บริกรรมภาวนาย่อมปรากฏในกรรมฐานทั้งหมด อุปจารภาวนาเท่านั้นย่อมปรากฏในกรรมฐาน ๑๐ คือ อนุสสติ ๘ มีพุทธานุสสติเป็นต้น และ[อาหารเรปฏิกูล]สัญญาและการกำหนดรู้ธาตุทั้ง ๔ แต่อัปปนาภาวนาไม่ปรากฏในกรรมฐาน ๑๐ นี้
๒๐. ส่วนในกรรมฐานอื่น ๓๐ ถ้วนเหล่านั้น แม้อัปปนาภาวนาย่อมปรากฏได้
๒๑. ในบรรดากรรมฐานเหล่านั้น กสิณ ๑๐ และอานาปานสติก่อให้เกิดฌานทั้ง ๕
๒๒. อสุภะ ๑๐ และกายคตาสติก่อให้เกิดเพียงปฐมฌาน
๒๓. อัปปมัญญา ๓ มีเมตตาเป็นต้นก่อให้เกิดฌานทั้ง ๔
๒๔. อุเบกขาก่อให้เกิดฌานที่ ๕
โดยประการดังนี้ กรรมฐาน ๒๖ ก่อให้เกิดรูปาวจรฌาน