ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ในราวพุทธศักราช ๑๓๐๐ ไม่ได้กล่าวถึงปทัฏฐานไว้ แสดงว่าเรื่องปทัฏฐานคงจะเพิ่มมาภายหลัง ซึ่งเกิดจากการจารใบลานผิดๆ กันมาหลังพุทธศักราช ๑๗๐๐ ท่านอาจารย์มหาสิยาดอ (พระโสภณเถระ) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาสี จึงหักอย่างกุ้ง กล่าวว่า ปทัฏฐานไม่ควรมีในที่นี้ เพราะเป็นเพียงเหตุใกล้ในการเกิดรูปนามเท่านั้น ไม่ใช่สภาวะที่พึงกำหนดในปัจจุบันขณะ เช่น เมื่อปฐวีธาตุปรากฏชัด พึงกำหนดสภาพ หน้าที่ หรือเครื่องปรากฏของปฐวีธาตุตามสมควร ไม่ควรกำหนดธาตุทั้ง ๓ ที่เป็นเหตุใกล้ของปฐวีธาตุ ท่านอ้างอิงสารจากคัมภีร์วิสุทธิมรรคมหาฎีกาว่า
ปทฏฺฐานํ ปนเหตุ อถมมฺมุตฺตาย น อุทฺธริยเต
“ปทัฏฐานไม่แสดงไว้ในที่นี้ เพราะเป็นธรรมอื่นพ้นจากธาตุที่พึงกำหนดรู้”
ความจริงการกำหนดรู้ปทัฏฐานคือเหตุใกล้ของรูปนาม ย่อมปรากฏในปัจจยปริคคหญาณ ไม่ปรากฏในนามรูปปริจเฉทญาณ
๕๒. การกำหนดรู้ปัจจัยของรูปนามเหล่านั้น ชื่อว่า กังขาวิตรณวิสุทธิ
๕๓. ต่อจากนั้น [เมื่อบุคคล]พิจารณาไตรลักษณ์โดยเนืองด้วยประยะเวลา โดยเนื่องด้วยการสืบต่อ หรือโดยเนื่องด้วยขณะ ด้วยสัมมสนญาณว่า “ไม่เที่ยงเพราะมีสภาพสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะมีสภาพน่ากลัว และเป็นอนัตตาเพราะมีสภาพปราศจากแก่นสาร” โดยย่อเป็นกลุ่ม เริ่มแต่แห่งขันธ์เป็นต้นในบรรดาสังขารในภูมิ ๓ กับปัจจัยที่กำหนดมาแล้วอย่างนั้น อันจำแนกเป็นประเภทมีอดีตเป็นต้น และเมื่อยังเห็นความเกิดดับด้วยอุทยัพพยญาณโดยเนื่องด้วยปัจจัย และโดยเนื่องด้วยขณะในสังขารที่เกิดในภูมิ ๓ นั้น การกำหนดรู้ลักษณะของทางและสิ่งที่มิใช่ทาง ด้วยอำนาจของการหมายรู้อุปสรรคคือ วิปัสสนูปกิเลสมีแสงสว่างเป็นต้นว่า:
แสงสว่าง ปีติ ปัสสัทธิ (ความสงบ) อธิโมกข์ (ความเชื่อ) ปัคคหะ (ความเพียร) สุข ญาณ อุปัฏฐาน (สติ) อุเบกขา และนิกันติ (ความชอบใจ) ชื่อว่า มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ
๕๔. เมื่อบุคคลนั้นกำหนดรู้เช่นนั้นแล้วพ้นจากอุปสรรค ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์แล้วดำเนินไปด้วยวิปัสสนาญาณต่อเนื่องกันไป วิปัสสนาญาณ ๙ เริ่มแต่อุทยัพพยญาณจนถึงอนุโลมญาณ ชื่อว่า ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ