ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
๕๕. เมื่อบุคคลนั้นปฏิบัติอยู่เช่นนี้ วิปัสสนาจิต ๒-๓ ดวงอาศัยความสุกงอมของวิปัสสนาญาณ ย่อมเป็นไปโดยชื่อว่าบริกรรม อุปจาระ และอนุโลม ต่อเนื่องกับมโนทวาราวัชชนจิตที่เกิดขึ้นตัดกระแสวังค์ [ในขณะที่ควรกล่าวว่า] บัดนี้ อัปปนาสมาธิจักเกิดขึ้นแล้ว โดยปรารภลักษณะมีอนิจจลักษณะเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอารมณ์
๕๖. สังขารูเปกขาญาณอันถึงที่สุดแล้ว พร้อมทั้งอนุโลมญาณ เรียกว่า วุฏฐานคามินีวิปัสสนา (วิปัสสนาอันพาไปถึงมรรค)
๕๗. ถัดจากนั้น โคตรภูจิตหน่วงเอาพระนิพพานเป็นอารมณ์ ข้ามพ้นความเป็นปุถุชนและเข้าถึงความเป็นพระอริยบุคคล
๕๘. ต่อจากโคตรภูจิตนั้น มรรคที่กำหนดรู้ทุกขสัจ ละสมุทัยสัจ กระทำนิโรธสัจให้แจ้ง ย่อมก้าวเข้าสู่อัปปนาวิถีด้วยอำนาจของการเจริญมรรคจิต
๕๙. ต่อแต่นั้นไป ผลจิต ๒-๓ ดวงย่อมเป็นไป ถัดจากนั้นย่อมตกวังค์ แล้วปัจจเวกขณญาณตัดกระแสวังค์อีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงดำเนินไป
๖๐. บัณฑิตย่อมพิจารณามรรค ผล และนิพพาน และบางคนก็พิจารณากิเลสที่ตนละได้แล้ว และที่ยังเหลืออยู่ [คือที่ยังละไม่ได้] ก็มีบ้าง
มรรค ๔ อย่างที่บุคคลพึงเจริญตามลำดับของวิสุทธิ ๖ อย่างนี้ เรียกว่า ญาณทัสสนวิสุทธิ
ทั้งหมดนี้เป็นการจำแนกวิสุทธิในปริเฉทนี้
๖๑. ในบรรดาวิปัสสนา มรรค และผลเหล่านั้น อนัตตานุปัสสนาเป็นหนทางสู่วิโมกข์ที่เรียกว่า สุญญตานุปัสสนา อันละอัตตาภินิเวสะ (ความยึดมั่นว่าตัวตน)