Abhidhammattha-Sangaha>

คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 109 | >>

๖๒. อนิจจานุปัสสนาเป็นหนทางสู่วิโมกข์ที่เรียกว่า อนิมิตตานุปัสสนา อันละวิปลาสนิมิต

๖๓. ทุกขานุปัสสนาเป็นหนทางสู่วิโมกข์ที่เรียกว่า อัปปณิหิตานุปัสสนา อันละตัณหาซึ่งเป็นความต้องการ

๖๔. เพราะเหตุนั้น ถ้าวุฏฐานคามินีวิปัสสนาที่พิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ก็จะเป็นมรรคที่เรียกว่า สุญญตวิโมกข์

๖๕. ถ้าพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ก็เป็นมรรคที่เรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์

๖๖. ถ้าพิจารณาโดยความเป็นทุกข์ ก็เป็นมรรคที่เรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ ดังนั้น มรรคจึงได้ชื่อ ๓ อย่างด้วยอำนาจของการเข้าถึงวิปัสสนา เช่นเดียวกันนี้ ผลย่อมได้ชื่อ ๓ อย่างในมรรควิถีด้วยอำนาจของการเข้าถึงมรรค

๖๗. ส่วนในวิถีของผลสมาบัติ ท่านเรียกผลที่เกิดขึ้นตามมรรคของตนๆ แก่ผู้รู้แจ้งตามนัยที่ได้กล่าวมาแล้วว่า วิโมกข์มีสุญญตวิโมกข์เป็นต้น ด้วยอำนาจของการเข้าถึงวิปัสสนา ส่วนชื่อทั้งสาม[คือสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ และอัปปณิหิตวิโมกข์]ย่อมเหมือนกันแก่มรรคและผลทั้งหมดในมรรควิถีและผลสมาบัติวิถีทุกที่ โดยเนื่องด้วยอารมณ์และสภาวะของตน

ทั้งหมดนี้เป็นการจำแนกวิโมกข์ในปริเฉทนี้

การจำแนกบุคคล

๖๘. อนึ่ง ในบรรดามรรคและผลเหล่านี้ บุคคลผู้เจริญโสดาปัตติมรรคแล้ว ละการไปสู่อบายได้แล้วด้วยการกำจัดทิฏฐิและวิจิกิจฉา ชื่อว่า พระโสดาบัน ผู้มีการเกิดอีก ๗ ครั้งเป็นอย่างมาก

๖๙. บุคคลผู้เจริญสกทาคามิมรรค ย่อมได้ชื่อว่า พระสกทาคามี เนื่องจากเป็นผู้มาสู่โลกนี้อีกเพียงครั้งเดียว เพราะกระทำราคะ โทสะ และโมหะให้เบาบาง

[คำว่า สกทาคามี ตัดบทเป็น สกิ + อาคามี คำว่า สกิ เป็นบทนิบาต อีการันต์ มีอรรถเหมือน สกี นิบาท บทนิบาทที่คล้ายกันซึ่งเมื่อตัดรูปว่า อายติ และ อายตี เมื่อถลง ฯ อาคมแล้วให้ลบ อี อักษรใน สกิ จึงมีรูปว่า สกทาคามี รูปนี้พบในคัมภีร์อรรถกถาและฎีกาทั่วไป ปัจจุบันในเมืองไทยมีบางท่านกล่าวถึงคำว่า สกิทาคามี เพราะถือว่ามาจาก สกิ ศัพท์ เมื่อแปลงนิคหิตเป็น ฑ อักษรก็มีรูปว่า สกิทาคามี รูปนี้ไม่สอดคล้องกับข้อความในปทรูสิทธิปกรณ์ สูตร ๓๙]

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka