ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ลักษณะการรจนาคัมภีร์ เป็นการจำแนกตามการประมวลธรรมอันมีลักษณะเหมือนกัน ซึ่งท่านแสดงด้วยคำว่า สงฺคห (ประมวล)
(๒) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวไว้ด้วยบทว่า อภิธัมมุตสฺงฺคหํ (คัมภีร์ประมวลความในพระอภิธรรม) ข้อความนั้นไม่งาม เพราะคำว่า อภิธัมมุตฺต (เนื้อความในพระอภิธรรม) ย่อมละแสดงลักษณะในการรจนาคัมภีร์ไม่ได้
ชื่อคัมภีร์ เป็นชื่อที่คล้อยตามอรรถ ท่านแสดงชื่อคัมภีร์ด้วยคำว่า อภิธัมมุตฺตสงฺคห (คัมภีร์ประมวลความในพระอภิธรรม)
จุดมุ่งหมายของการรจนาคัมภีร์ คือ เพื่อให้เกิดความเข้าใจสภาวะของธรรมอันเป็นผลที่พึงได้รับจากการศึกษาและไต่ถามคัมภีร์ และยังให้เกิดความดับกิเลสโดยไม่ยึดมั่นเป็นที่สุด เมื่อพระอนุรุทธาจารย์ประพันธ์คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะนี้ ได้แสดงจุดมุ่งหมายของการรจนาคัมภีร์ไว้โดยปริยายด้วยบทว่า อภิธัมมุตสงฺคห (คัมภีร์ประมวลความในพระอภิธรรม)
(๓) ในคัมภีร์วิภาวินีกล่าวไว้ด้วยคำว่า สงฺคห (ประมวล) ข้อความนั้นไม่งาม เพราะประโยชน์พิเศษอันมีความดับกิเลสโดยไม่ยึดมั่นเป็นที่สุดเช่นนั้นไม่อาจทราบได้ด้วยเพียงคำว่า สงฺคห ศัพท์เพราะการประมวลสิ่งที่ไม่ใช่พระสัทธรรมก็ปรากฏอยู่ในโลก
ในบรรดาใจความทั้ง ๕ ประการที่กล่าวมานั้น ลำดับแรก การนบไหว้พระรัตนตรัยมีอานิสงส์มากมายหาประมาณมิได้ ดังพระพุทธวจนะว่า
เย ตาทิเส ปูชยโต นิพฺพุเต อกุโตภเย
น สกฺกา ปุญฺญํ สงฺขาตุํ ยมฺตถูมิ เกนจิ.“แม้บุคคลใดบุคคลหนึ่งในโลกนี้ย่อมไม่อาจจะนับผลบุญของผู้บูชาพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก ผู้สงบระงับปลอดภัยโดยประการทั้งปวง”
คำว่า “แม้บุคคลใดบุคคลหนึ่งย่อมไม่อาจจะนับ[ผลบุญ]” หมายความว่า แม้บุคคลใดบุคคลหนึ่งผู้เป็นมนุษย์ เทวดา หรือพรหม ก็ไม่อาจจะนับ[ผลบุญเหล่านั้น]ได้