ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
สพฺเพ ธมฺมา สพฺพาการํ พุทธสฺส ภควโต ปากณฺมุเข อาปาถํ อาคจฺฉนฺติ.
“ธรรมทั้งปวงย่อมมาปรากฏในข่ายพระญาณของพระผู้มีพระภาค ผู้ทรงรู้เห็นโดยสิ้นเชิง”
ในพากย์นั้น คำว่า “ในข่ายพระญาณ” หมายถึงมหาวงค์ [มหาวิปากจิตดวงแรกซึ่งทำหน้าที่ภวังค์] ของพระสัพพัญญู ความจริงธรรมเหล่านั้นแม้ปรากฏเสมอในมหาภวังค์ แต่ครั้นพิจารณาพระอภิธรรม ณ ดวงไม้โพธิพฤกษ์ แต่เมื่อพระสัพพัญญูทรงประสงค์จะพิจารณาธรรมเหล่าใด ย่อมพิจารณาใคร่ครวญธรรมเหล่านั้นด้วยอาวัชชนจิตเป็นอย่าง ๆ และใคร ๆ ย่อมไม่สมควรท้วงติงว่า ธรรมทั้งหลายมีหลากหลาย แต่มหาภวังค์เป็นจิตเล็กน้อยไม่ใช่หรือ ความจริงเรื่องนี้เป็นอานุภาพของธรรมที่บรรลุถึงความยิ่งยวด
ส่วน สํ ศัพท์เป็นบทอุปสรรคที่มีอรรถเหมือน สาม (ด้วยพระองค์เอง) ซึ่งแสดงว่าพระผู้มีพระภาคทรงรู้แจ้งธรรมโดยปราศจากครู ดังพระพุทธวจนะว่า
น เม อาจริโย อตฺถิ.
“อาจารย์ของเราไม่มี”
ถามว่า : อรูปาวจรสมาบัติที่ ๓ และที่ ๔ ของพระผู้มีพระภาคมีมูลเหตุคืออาพาธดาบสและอุทกดาบสมีใช่หรือ
ตอบว่า : อรูปาวจรสมาบัติที่ ๓ และที่ ๔ มีมูลเหตุคือดาบสเหล่านั้นก็จริง แต่สมาบัติเหล่านั้นไม่ใช่บาทาแห่งกิริยาการรู้รู้ในภายหลัง เพราะพระองค์ก็มิได้กระทำฌานให้เป็นองค์ประกอบแห่งการตรัสรู้ เพียงแต่บรรลุแล้วสละไป เช่นนั้นแล้วปฏิเวธธรรมจะเกิดขึ้นโดยอาศัยสมาบัติอย่างไร สมาบัติเหล่านั้นจึงมิได้เป็นครุอุปภาคไปสู่การตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
ความข้อนี้สอดคล้องกับพระบาลี ดังพระพุทธวจนะว่า
ตตฺถ กตโม จ ปุคฺคโล สมฺมาสมฺพุทฺโธ. อิธกจฺจ ปุคฺคโล ปุพฺเพ อนนุสฺสุตสุ ธมฺเมสุ สามํ สจฺจานิ อภิสมฺพุชฺฌติ. ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ ปาปุณาติ พเลสุ จ วสิภาวํ. อยํ วุจฺจติ ปุคฺคโล สมฺมาสมฺพุทฺโธ.