ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
“ในข้อนั้น บุคคลใดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุคคลนั้นในโลกนี้ ย่อมรู้แจ้งสัจธรรมเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน บรรลุความเป็นผู้รู้ ธรรมทั้งปวงและความเชี่ยวชาญในทศพลญาณทั้งหลายด้วยความรู้แจ้งนั้น บุคคลนี้ชื่อว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”
พระดำรัสว่า ตตฺถ ลงสัตตมีวิภัตติในอรรถเหตุ
พระดำรัสว่า พเลสุ แปลว่า ในทศพลญาณทั้งหลาย
พระดำรัสว่า วสีภาวํ (ความเชี่ยวชาญ) คือ ความเป็นใหญ่
พระดำรัสว่า ปุพฺเพ อนนุสฺสุตสุ ธมฺเมสุ สามํ (รู้แจ้งสัจธรรมเองในธรรมที่ไม่เคยสดับมาก่อน) แสดงอรรถของคำว่า สํ (ด้วยพระองค์เอง)
ส่วนพระดำรัสเป็นต้นว่า ตตฺถ (บรรลุความเป็นผู้รู้ธรรมทั้งปวงและความเป็นใหญ่ในทศพลญาณด้วยความรู้แจ้งนั้น) แสดงอรรถของคำว่า สมฺมา (โดยชอบ)
บัดนี้ พระอนุรุทธาจารย์ได้กล่าวคำว่า อตุลํ (ไม่มีใครเปรียบ) เพื่อให้การนบไหว้ของตนมีอานุภาพยิ่งขึ้น เพราะการกล่าวบทแสดงการนบไหว้หลายบท ย่อมมีผลให้เกิดอานุภาพมากขึ้น
ถามว่า : แม้การนบไหว้ที่มีบทแสดงคุณสมบัติบทหนึ่งเป็นวิสัย ก็กำจัดอุปสรรคได้ บทที่ ๒ [ว่า อตุลํ] มีประโยชน์อะไรเล่า
ตอบว่า : ถูกต้องแล้ว แต่อภิญญูชนย่อมไม่ติระหนี่ในการยกย่องคุณของพระศาสดา และพระอนุรุทธาจารย์ก็เป็นอภิญญูชนท่านหนึ่ง ส่วนท่านผู้ถามไม่ใช่อภิญญูชนจึงอาจท้วงติงด้วยความตระหนี่
คันถรจนาจารย์ไม่เพียงปรารถนาที่จะกำจัดอุปสรรคอย่างเดียวด้วยการนบไหว้ แต่ยังปรารถนาประโยชน์มีความฉลาดแห่งปัญญาเป็นต้นอีกด้วย เพื่อจะได้เป็นปัจจัยในการแต่งคัมภีร์ให้สำเร็จสมบูรณ์โดยราบรื่น โดยแท้จริงแล้ว การอบรมจิตในฐานะที่เป็น