ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อนึ่ง อาจกล่าวว่า พระอนุรุทธาจารย์ดำริว่าเราจักรจนาคัมภีร์นี้ แล้วนบไหว้พระรัตนตรัยก่อน ต่อมาเมื่อจะแสดงการนบไหว้ของตนเชื่อมกับคำปฏิญญาของคัมภีร์ จึงแต่งคาถานี้ เพราะท่านกล่าวว่า อภิวาทิ (อภิวาทแล้ว) มิใช่กล่าวว่า อภิวาทิยามิ (อภิวาทอยู่) แม้ฐานะอื่นก็มีนัยเดียวกัน
ในคำว่า สสัทธมฺมคุณุตฺตมํ นั้น คำว่า สสัทธมฺมคุณุตฺตมะ (พร้อมทั้งพระสัทธรรมและหมู่สงฆ์ผู้สูงสุด) คือ ผู้เป็นไปพร้อมด้วยพระสัทธรรมและหมู่สงฆ์ผู้สูงสุด อันตนให้เกิดขึ้นและเป็นที่พึ่งของชาวโลกทั้งหมด หมายถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความจริงพระสาวกผู้เป็นไปร่วมกับพระสัทธรรมและหมู่สงฆ์ผู้สูงสุดที่บุคคลอื่น[คือพระพุทธเจ้า]ให้เกิดขึ้น ย่อมไม่เรียกว่า “ผู้เป็นไปพร้อมด้วยพระธรรม” และ “ผู้เป็นไปพร้อมด้วยหมู่สงฆ์” ทั้งพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นไปร่วมกับพระสัทธรรมอันเป็นที่พึ่งของตนและหมู่สงฆ์ผู้สูงสุดซึ่งเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์รวมกัน ก็ไม่ควรยกย่องเช่นนั้น บทนี้จึงแสดงคุณสมบัติเฉพาะของพระศาสดา
[คำว่า สสัทธมฺมคุณุตฺตม (พร้อมทั้งพระสัทธรรมและหมู่สงฆ์ผู้สูงสุด) ตามหลักภาษาเรียกว่า พหุสมาส โดยทั่วไปบทสมาสมักกล่าวถึงอรรถที่ยิ่งเกินกว่าอรรถที่กล่าวไว้โดยตรง ดังคำว่า สโปณปุริโส (บุรุษผู้เป็นไปพร้อมทั้งทรัพย์ = มีทรัพย์) เป็นบทสมาสที่หมายถึงบุรุษผู้มีทรัพย์มากเท่านั้น คำว่า สสัทธมฺมคุณุตฺตม ก็เช่นเดียวกัน หมายถึงพระพุทธเจ้าผู้ประกาศธรรมและสถาปนาหมู่สงฆ์ที่ยังไม่ปรากฏในสมัยนั้น ด้วยเหตุนั้น คำนี้จึงแสดงคุณสมบัติยกย่องพระศาสดาเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับพระสาวกทั่วไปและพระปัจเจกพุทธเจ้า]
ในคำว่า สทฺธมฺม นั้น ธรรม คือ สภาวะทรงไว้
ถามว่า : ทรงใครไว้
ตอบว่า : ทรงบุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรมไว้ ดังพระพุทธวจนะว่า
ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารึ.
“ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”