ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[คำว่า ธมฺม มีความหมาย ๔ ประการ คือ
- สภาวะทรงบุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรมไว้ไม่ให้ตกสู่อบายภูมิ ๔ และทุกข์ในวัฏฏะ = ธาเรตีติ ธมฺโม (ลง รมฺม ปัจจัยในกัตตุสาธนะ)
- สภาวะอันบุคคลพึงทรงไว้ = ธารียตีติ ธมฺโม (ลง รมฺม ปัจจัยในกรรมสาธนะ)
- สภาวะนำให้สัตบุรุษไม่ตกสู่อบายและทุกข์ในวัฏฏะ = ธารณตฺถี เอตนาติ ธมฺโม (ลง รมฺม ปัจจัยในกรณสาธนะ)
- สภาวะเป็นที่ตั้งอยู่ของชนผู้มีธรรมได้อาศัยเป็นที่พึ่งที่ทำนำ = ธรนฺติ เอตถาติ ธมฺโม (ลง รมฺม ปัจจัยในอธิกรณสาธนะ)]
ถามว่า : เหตุใดพระอรรถกถาจารย์จึงกล่าวว่าธรรม ๑๐ อย่างในที่นี้ ท่านควรกล่าวธรรม ๑๑ อย่างพร้อมทั้งปฏิบัติธรรมมิใช่หรือ
ตอบว่า : ถูกต้องแล้ว แต่ปฏิบัติธรรมเป็นปฏิบัติเบื้องต้นของมรรค จึงจัดปฏิบัติธรรมเข้าในมรรคเหมือนมุมุจจนาที่นับเข้าในทาน ดังนั้น จึงกล่าวธรรม ๑๐ อย่างในฐานะทั้งหมด
ในเรื่องนี้ ปริยัติธรรมจัดว่าเป็นธรรม [ฉันใด] บุคคลผู้ทรงปริยัติธรรมย่อมจัดเข้าในพระสงฆ์ผู้ควรนบไหว้ [ฉันนั้น] กัลยาณปุถุชนจัดเข้าในแสกบุคคลในอริยสงฆ์ [ฉันใด] ปฏิบัติธรรมที่เป็นเหตุแห่งคุณความดีของกัลยาณปุถุชนก็จัดว่าเป็นธรรมที่ควรนบไหว้ [ฉันนั้น] โดยแท้จริงแล้ว กัลยาณปุถุชนนั้นแม้เป็นปุถุชน ก็จัดเข้าในแสกบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อหยั่งเห็นโสดาปัตติผล เพราะถึงพร้อมด้วยปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมดังกล่าวไม่อาจจะกล่าวว่าไม่จัดเข้าในโสดาปัตติมรรคของแสกบุคคล
ข้อความดังกล่าวปฏิเสธความคิดเห็นของผู้กล่าวว่า “กัลยาณปุถุชนไม่จัดเข้าในพระสงฆ์ ในประโยคว่า สงฺฆ สรณํ คจฺฉามิ (ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่ง) เพราะสรรถคมน์ของผู้เข้าถึงกัลยาณปุถุชนเป็นสรณะไม่สำเร็จ”
พึงกล่าวถึงปริยัติธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงเชิดชูไว้ในฐานะแห่งศาสดาว่า
โย โว อานนฺท มยา ธมฺโม จ วินโย จ เทสิโต ปญฺญตฺโต, โส โว มมจฺจเยน สตฺถา.