ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
อภิธัมมัตถสังคหะดังนี้ว่า
อิฉเจว สพฺพถาปิ ทฺวาสากุสลจิตฺตานิ สมุตฺตานิ.
“จบอกุศลจิต ๑๒ ดวงโดยประการทั้งปวงอย่างนี้”
อิฉเจว สพฺพถาปิ อฏฺฐารสาเหตุกจิตฺตานิ สมุตฺตานิ.
“จบอเหตุกจิต ๑๘ ดวงโดยประการทั้งปวงอย่างนี้”
คำว่า ปรมตฺโถ คือ โดยปรมัตถสัจจะ
กล่าวโดยพิสดารว่า สัจจะมี ๒ คือ สมมุติสัจจะ (ความจริงโดยสมมุติ) และปรมัตถสัจจะ (ความจริงโดยปรมัตถ์)
เนื้อความที่เป็นบัญญัติคือสัตว์ บุคคล อัตตา ชีวะ เป็นต้น ไม่มีจริงโดยสภาวะเลย แต่ปรากฏเหมือนมีจริง มีมากมายในจิตของมหาชนผู้ปราศจากปัญญารู้เห็นธรรม พวกเขายอมรับโดยพร้อมเพรียงกันว่าเนื้อความนั้นมีอยู่จริง ย่อมเรียกขานโดยอาการนั้น ๆ เนื้อความนั้นจึงเรียกว่า สมมุติสัจจะ เพราะมหาชนพร้อมเพรียงกันสมมุติขึ้น และเป็นที่ตั้งแห่งวจีสัจจะ (ความจริงทางวาจา) พร้อมทั้งวิธีสัจจะ (ความจริงด้วยการงดเว้น) ด้วยการสมมุตินั้น
บุคคลผู้ดำรงอยู่ในสมมุติสัจจะแล้วปฏิบัติชอบ ย่อมให้สำเร็จโลกียสมบัติทุกอย่าง และธรรมอันเป็นอุปการะต่อโพธิญาณทั้งหมด ส่วนผู้ปฏิบัติผิดย่อมจะตกอบาย สมมุติสัจจะเป็นสภาวะใหญ่หลวงอย่างนี้ แต่เมื่อกล่าวโดยปรมัตถสัจจะ สมมุติสัจจะหาใช่สัจจะไม่ เพราะไม่มีจริง แต่ทำให้มหาชนเชื่อว่ามีจริง เป็นที่ตั้งแห่งสักกายทิฏฐิ ทิฏฐิ ๖๒ และมิจฉาทิฏฐิ ๓ ทั้งหมดนี้ทำให้คนพาลไม่สามารถออกจากทุกข์ในวัฏฏะ สมมุติสัจจะไม่มีจริงเช่นนี้ และมีโทษมากอย่างนี้
ปรมัตถสัจจะ มี ๒ ประการ คือ สภาวสัจจะ (ความจริงโดยสภาวะ) และอริยสัจจะ (ความจริงไม่เปลี่ยนแปลง)