Abhidhammattha-Sangaha>

คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ

ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล

<< | หน้าที่ 145 | >>

ในสัจจะทั้งสองนั้น พระอนุรุทธาจารย์ประสงค์จะปฏิเสธสมมุติสัจจะในที่นี้ จึงได้กล่าวว่า ปรมตฺถโต (โดยปรมัตถ์) ข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]จึงกล่าวไว้แล้วว่า “คำว่า ปรมตฺโถ คือ โดยปรมัตถสัจจะ”

ในเรื่องนั้น เนื้อความมี ๒ อย่าง คือ สภาวสิทธะ (ปรากฏด้วยสภาพที่มีจริง) และปริกัปปสิทธะ (ปรากฏด้วยความดำริ)

สภาวสิทธะ คือ เนื้อความมีจิตเป็นต้นที่ปรากฏอยู่จริงด้วยลักษณะพิเศษเฉพาะตน ปราศจากการบัญญัติของผู้อื่น

[สภาวสิทธะอันได้แก่ปรมัตถธรรม ๔ คือ จิต เจตสิก รูป และนิพพาน มีลักษณะพิเศษซึ่งเรียกว่า สภาวลักษณะ (ลักษณะพิเศษ) คือลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละรูปนามที่รูปนามอื่นไม่มีลักษณะพิเศษของรูปนามเหล่านั้น เหมือนรูปร่างหน้าตาทางกายภาพของสัตว์แต่ละพันธุ์ เช่น ลิงมีหัวมีตัวอย่างลิง เสือมีหัวมีตัวมีหางมีลายอย่างเสือ ช้างก็มีหัวมีตัวมีงวงมีงาอย่างช้าง ฯลฯ สัตว์แต่ละตัวมีลักษณะเฉพาะทางพันธุกรรมของตนเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกว่าต่างจากสัตว์ประเภทอื่น ๆ

ในทำนองเดียวกัน รูปนามที่เกิดทางทวารทั้ง ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็มีลักษณะเฉพาะ เช่น ลักษณะของสี ไม่เหมือนเสียง ลักษณะของเสียง ไม่เหมือนกลิ่น ลักษณะของกลิ่น ไม่เหมือนรส ลักษณะของรส ไม่เหมือนสัมผัสคือความเย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง ความโลภมีลักษณะทะยานอยาก แต่ศรัทธามีลักษณะผ่องใส ความโกรธมีลักษณะไม่พอใจ แต่เมตตามีลักษณะอ่อนโยนปรารถนาดี ความฟุ้งซ่านมีลักษณะซัดส่าย แต่สมาธิมีลักษณะตั้งมั่น เป็นต้น

ความจริงรูปนามเหล่านี้ไม่มีชื่อเรียก เกิดดับตามเหตุปัจจัยทางทวารทั้ง ๖ ต่อมาเพื่อให้สามารถสื่อความหมายกันได้ มนุษย์จึงได้คิดค้นตั้งชื่อให้กับธรรมชาติเหล่านี้ว่า สี เสียง กลิ่น รส เย็น ร้อน อ่อน แข็ง หย่อน ตึง โลภ โกรธ รัก ชัง เป็นต้น ถึงแม้ว่าแต่ละภาษาจะตั้งชื่อไว้ต่างกัน แต่รูปนามเหล่านี้จะคงสภาพเดิมอยู่เสมอไม่แปรเปลี่ยน ลักษณะแข็งอันปรากฏที่ฝ่าพระหัตถ์ของพระราชาในขณะกำเหรียญทอง ไม่ต่างจากความแข็งที่ปรากฏในฝ่ามือของยาจกในขณะกำเศษเงินที่คนโยนให้ ความโลภของคนไม่ต่างจากความโลภของสัตว์ ความโกรธของคนไทย ฝรั่ง จีน แขก เป็นแบบเดียวกันหมด ดังนั้น สภาวธรรมเหล่านี้จึงมีลักษณะพิเศษเฉพาะตัวตามสภาวะของตน]

สารบัญพระไตรปิฎก · Tipiṭaka