ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
หรือให้ทำ ย่อมไม่มีในสภาวธรรมทั้งหลาย แต่ก็ตัดผู้ทำกิริยาที่มีตนเป็นหลัก[ในการทำกิริยา]ย่อมปรากฏในโลก ดังนั้นข้าพเจ้า[พระฎีกาจารย์]จึงกล่าวว่า “จิต คือ สภาวะดำริ” โดยยกความเป็นกัตตาไว้ในจิต เพื่อแสดงความมีตนเป็นหลักในหน้าที่ดำริ และกล่าวว่า “จิต คือ สภาวะทำให้สัมปยุตตธรรมดำริ” โดยยกความเป็นกรณะไว้ในจิตและยกความเป็นกัตตาไว้ในสัมปยุตตธรรมเหล่านั้น เพื่อแสดงว่าสัมปยุตตธรรมอันประกอบกับจิตย่อมเป็นไปคล้ายตามจิตในหน้าที่ดำริอารมณ์ด้วยอานุภาพของจิต
[คัมภีร์วิภาวินีถือว่าคำดังกล่าวเป็นสำนวนที่เรียกว่า ตัทธัมมุปจาระ คือ สำนวนที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่มีจริงให้เหมือนมีจริง กล่าวคือ จิตที่เป็นเพียงสภาวะดำริ ถูกกล่าวให้เป็นกัตตาและกรณะเหมือนมีอยู่จริงโดยความเป็นผู้ทำกิริยาและเครื่องมือในการกระทำ เหมือนอุทาหรณ์ว่า กกุฏปโลม (หนวดเต่า) สสวีสาน (เขากระต่าย) วาตปุปฺผ (ดอกลม) วญฺฌาปุตฺต (บุตรหญิงหมัน) กกุฏโลหิต (เลือดปู) ในพระบาลีมีอุทาหรณ์ว่า
คงฺคา กุมุทินี สนฺตา สงฺขวณฺณา จ โกกิลา
ชมฺพู ตาลผลํ ทชฺชา อถ นูน ตฺวา สียา.“เมื่อใดแม่น้ำคงคาสงบวารดาด้วยดอกบัวก็ดี นกดุเหว่าสีขาวเหมือนสังก์ก็ดี ต้นหว้าให้ผลเป็นผลตาลก็ดี เมื่อนั้นเราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่”
ยทา กจฺฉปโลมานํ ปาวาโร ติวิโธ สียา
เหมนฺติกํ ปาวรุณํ อถ นูน ตฺวา สียา.“เมื่อใด ผ้าห่มสามชนิดจะพึงสำเร็จได้ด้วยขนเต่า ใช้เป็นเครื่องกันหนาวในคราวน้ำค้างตกได้ เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่”
ยทา มกสปาทานํ อฏฺฐาโล สุกโต สียา
ทหูโห จ อวิกมฺปี จ อถ นูน ตฺวา สียา.“เมื่อใด เท้ายุงทั้งหลายจะพึงทำเป็นอ้อมมั่นคงดีไม่หวั่นไหว อาจจะทบบุรุษผู้ขึ้นรูปได้ตั้งร้อย เมื่อนั้น เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันได้แน่”
ยทา สสวีสานานํ นิสฺเสณี สุกตี สียา
สคฺคสฺสาโรหณตฺถาย อถ นูน ตฺวา สียา.