ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
พระดำรัสว่า ยถยิทํ แปลว่า เหมือนสัตว์เดียรัจฉานเหล่านี้
พระดำรัสว่า จิตฺติกตา แปลว่า กระทำให้วิจิตร
ในข้อนี้ สัญญาวิจิตรเพราะความวิจิตรแห่งจิต ตัณหาวิจิตรเพราะความวิจิตรแห่งสัญญา กรรมวิจิตรเพราะความวิจิตรแห่งตัณหา กำเนิดวิจิตรเพราะความวิจิตรแห่งกรรม พึงทราบความวิจิตรแห่งสัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้น เพราะความวิจิตรแห่งกำเนิด
[พึงทราบการจำแนกรูปนามทุกอย่างตามนัยพระอภิธรรม ๔ ประการ คือ]
ลักษณะ คือ สภาพนั้น ๆ [มีการรับรู้อารมณ์และการกระทบอารมณ์ เป็นต้น เหมือนความร้อนของไฟ]
รสะ คือ หน้าที่ [เหมือนการที่ไฟทำให้สุก] หรือความบริบูรณ์ [เหมือนแสงสว่างของไฟ]
ปัจจุปัฏฐาน คือ อาการ[ปรากฏ]ที่ปัญญาพึงรับรู้ หรือผล [เหมือน ควันไฟ]
ปทัฏฐาน คือ เหตุใกล้ [เหมือนคนก่อไฟ]
ธรรมเหล่านั้น [ลักษณะ รสะ ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐาน] ย่อมสมควรที่บัณฑิตชนจะพึงกำหนดรู้
อารมฺมณวิชานนลกฺขณํ จิตฺตํ ปุพฺพงฺคมรสํ สนฺธานปจฺจุปฏฺฐานํ นามรูปปทฏฺฐานํ.๓๑
“จิตมีสภาพรับรู้อารมณ์ มีหน้าที่เป็นใหญ่[ในการรับรู้อารมณ์] มีความเป็นไปต่อเนื่องเป็นเครื่องปรากฏ มีรูปนามเป็นเหตุใกล้”
ในคำว่า เจตสิกํ นี้ เจตสิก คือ กลุ่มธรรมที่เกิดในจิตโดยเป็นไปเนื่องกับจิต หมายถึง กลุ่มธรรมอันมีผัสสะเป็นต้น