ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
คำว่า รูปปติ กล่าวไว้ในคัมภีร์มหานิเทศว่า
รูปปตีติ จ รูปปติ, กุปฺปติ, ฆฏฺฏียติ, ปีฬิยติ, วิฆุฏฺฏติ.๑๔
“ย่อมแปรปรวน กำเริบ ถูกกระทบกระทั่ง ถูกบีบคั้น พินาศไป”
ใจความในเรื่องนี้มีดังนี้คือ การประจวบกับปัจจัยตรงกันข้ามในฐิติขณะ (ขณะตั้งอยู่) ย่อมมีแก่สภาวธรรม [สัปปฏิฆรูป ๑๒] ที่ดำรงอยู่นานและมีสภาพกระทบ แต่ไม่มีแก่สภาวธรรมอื่น [อัปปฏิฆรูป ๑๖ และนามธรรม] ที่มีขณะสั้นและมีสภาพไม่กระทบ การประจวบกับความเย็นเป็นต้นภายนอกย่อมไม่มีแก่สุขุมรูปที่มีสภาพไม่กระทบ และไม่มีในนามธรรมที่มีขณะสั้นและมีสภาพไม่กระทบ
[อายุของรูปพึงเทียบด้วยขณะจิต กล่าวคือ ขณะจิตดวงหนึ่ง ๆ มี ๓ ขณะ คือ อุปปาทขณะ (ขณะเกิดขึ้น) ฐิติขณะ (ขณะตั้งอยู่) และภังคขณะ (ขณะดับไป) ในวิถีจิตหนึ่ง ๆ มีขณะจิต ๑๗ ขณะเกิดขึ้นเป็นอย่างมาก ขณะจิตดวงหนึ่ง ๆ นี้รวม ๑๗ ขณะเป็นการเกิดดับของรูปหนึ่ง ๆ ขณะย่อยของรูปหนึ่ง ๆ จึงมี ๕๑ ขณะจิต (๑๗ × ๓ = ๕๑) ในขณะจิตย่อย ๕๑ ขณะนี้ อุปปาทขณะของรูปเทียบได้ ๑ ขณะจิต ภังคขณะเทียบได้ ๑ ขณะจิต ส่วนฐิติขณะแห่งรูปเทียบได้ ๔๙ ขณะจิต ฐิติขณะของรูปจึงมีระยะนานกว่าฐิติขณะของจิตที่มีเพียงช่วงขณะจิตเดียว ดังนั้น ความเย็นความร้อนเป็นต้นจึงเบียดเบียนรูปธรรมในฐิติขณะชัดเจน]
ถามว่า : ถ้าคำที่กล่าวนี้พึงเป็นไปได้ การที่สุขุมรูป (รูปละเอียด) ถึงความเป็นสภาพที่มิใช่รูปย่อมมีได้หรือ
ตอบว่า : ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะสุขุมรูปมีความเป็นไปเสมอกับโอฬาริกรูป (รูปหยาบ) เนื่องจากเมื่อโอฬาริกรูปแปรปรวนอยู่ สุขุมรูปย่อมแปรปรวน
อนึ่ง การประจวบ คือ การกระทบซึ่งกันและกันของโอฬาริกรูปหรือมหาภูตรูปอันตรงกันข้ามกัน บรรลุถึงฐิติขณะ โดยไม่มีการมาปรากฏและการรับอารมณ์ สมจริงดังสาถกว่า
รูปปติ ฆฏฺฏียติ ปีฬิยติ.๑๕
“ย่อมแปรปรวน ถูกกระทบกระทั่ง ถูกบีบคั้น”