ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
ถามว่า : แม้ผู้บรรลุฌานก็มีอยู่ในกามภูมินี้ มิใช่หรือ
ตอบว่า : ถูกต้องแล้ว แต่บุคคลเหล่านั้นมีอยู่เพียงบางคราว คำทั้งกล่าวจึงสมควร
ถามว่า : ภูมิมีอเวจีานรกเป็นต้นเป็นที่รื่นรมย์ได้อย่างไร และเหล่าสัตว์ในภูมินั้นย่อมรื่นรมย์ด้วยความเพลิดเพลินในกามคุณอย่างไร
ตอบว่า : เหล่าสัตว์ในภูมินั้นรื่นรมย์ด้วยความยินดีอารมณ์[ที่ปรากฏในเวลาใกล้เสียชีวิต] หรือด้วยความยินดีในภูมิ [โดยยึดมั่นขันธ์ของตนว่า นี้คือเรา นี้คือของเรา] หมายความว่า เปลวไฟนรกอันปรากฏในเวลาใกล้เสียชีวิต ย่อมปรากฏเหมือนมีสีทอง ดังได้สดับมาว่า พราหมณ์ผู้มีมิจฉาทิฏฐิคนหนึ่งขณะนอนใกล้จะเสียชีวิตอยู่บนเตียง ครูพราหมณ์ของเขายืนอยู่ใกล้กล่าวว่า “ผู้เจริญ ท่านจงไปสู่พรหมโลกเถิด” แต่เปลวไฟในอเวจีนรกปรากฏแก่เขา ลำดับนั้นเขากล่าวว่า “ท่านอาจารย์สิ่งที่มีสีเหมือนดั่งทองปรากฏอยู่” ครูพราหมณ์กล่าวว่า “ผู้เจริญ นั่นแหละพรหมโลก ไปสู่ที่นั่นเถิด” เมื่อเขาเสียชีวิตแล้วได้ไปเกิดในอเวจีนรก เหล่าสัตว์ยินดีภูมินั้นด้วยความยินดีอารมณ์อย่างนี้ เหล่าสัตว์ผู้เกิดในภูมินั้น ย่อมชื่อว่ายินดีในภพ
อนึ่ง เหล่าสัตว์ที่เกิดในอเวจีนรกเป็นต้นยังข่มกามราคะมิได้ เมื่อมีโอกาสจักรื่นรมย์ด้วยความยินดีในกามคุณ
กามาวจร คือ จิตที่หยั่งลงเป็นไปในกามภูมิ
คำว่า อวจรติ ในรูปวิเคราะห์ (คำจำกัดความ) นี้ ไม่พึงหมายเอาเนื้อความว่า “เกิดขึ้น” เพราะไม่สอดคล้องกับพระบาลี และกอปรด้วยโทษต่าง ๆ ดังพระพุทธดำรัสในพระบาลีว่า
ยํ เอตสฺมึ อนฺตเร เอตฺถาวจรา เอตฺถ ปริยาปนฺนา.๔๒
“ธรรมคือขันธ์ อายตนะ ธาตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หยั่งลงเป็นไปในภูมินี้ นับเข้าในภูมินี้...อยู่ในระหว่างนี้”