ฉบับ พระคันธสาราภิวงศ์ แปล
[คัมภีร์ปรมัตถทีปนีเห็นว่าคำว่า อวจรติ ในรูปวิเคราะห์ว่า กาเม อวจรตีติ กามาวจรํ (กามาวจร คือ จิตที่หยั่งลงเป็นไปในกามภูมิ) ประกอบรูปศัพท์มาจาก อว และ จรติ อุปสรรคคือ อว มีความหมายว่า “หยั่งลง” ส่วน จรติ มีความหมายว่า “เป็นไป”
ถ้าหากพระผู้มีพระภาคทรงประสงค์เนื้อความนั้นในที่นี้ก็ควรตรัสว่า “หยั่งลงเป็นไปในภูมินี้ เกิดในภูมินี้” แต่พระองค์มิได้ตรัสเช่นนั้น ทั้งไม่อาจกล่าวว่าคำว่า “นับเข้า” มีความหมายเหมือนคำว่า “เกิดขึ้น” เพราะโลกุตตรจิตแม้เกิดในภพ ๓ ก็ไม่นับเข้าในภพเหล่านั้น เนื้อความนั้นไม่สอดคล้องกับพระบาลีเช่นนี้
ถ้าบุคคลถือเอาเนื้อความนั้นก็จะมีโทษว่า มหัคคตธรรมและโลกุตตรธรรมอันเกิดในกามภูมินั้นได้เข้าถึงความเป็นกามาวจรและพ้นจากความเป็นรูปาวจรเป็นต้น ทั้งยังมีโทษอีกว่า กามาวจรธรรมอันเกิดในรูปภูมิและอรูปภูมิได้เข้าถึงความเป็นรูปาวจรและอรูปาวจรและพ้นจากความเป็นกามาวจร
ถามว่า : การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งได้รับชื่อ ย่อมมีด้วยความเป็นไปโดยมากมิใช่หรือ เหมือนคำว่า วนจรก (ผู้เที่ยวไปในป่า = พรานป่า) สงคามาวจร (ช้างที่เที่ยวไปในสงคราม = ช้างศึก) เมื่อการได้รับชื่อว่ากามาวจรเป็นต้นมีอยู่ โทษอย่างใดอย่างหนึ่งจึงไม่ควรมีในที่นี้ เพราะธรรมเหล่านั้นมักเกิดในภูมิของตน ๆ เป็นส่วนมาก
ตอบว่า : ไม่ควรกล่าวเช่นนั้น เพราะถ้าเป็นอย่างนี้ พระอนุรุทธาจารย์ก็ควรกล่าวถึงภูมิที่มักเกิดโลกุตตรธรรมเพื่อให้พ้นจากความเป็นกามาวจรเป็นต้น และภูมิที่มักเกิดโลกุตตรธรรมก็ไม่มี ความจริงโลกุตตรธรรมย่อมเกิดในภพ ๓ จึงไม่อาจห้ามโทษว่า โลกุตตรธรรมเข้าถึงความเป็นกามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม และอรูปาวจรธรรม เนื้อความดังกล่าวกอปรด้วยโทษต่าง ๆ อย่างนี้
ด้วยเหตุนั้น จึงไม่ควรถือเอาเนื้อความของคำว่า อวจร เป็นเช่นนั้น [คือเกิดขึ้น] แต่ควรถือเอาเนื้อความของศัพท์นั้นว่า หยั่งลงเป็นไป ตามนัยในพระบาลีที่พระผู้มีพระภาคทรงอธิบายว่า “หยั่งลงเป็นไปในภูมินี้ นับเข้าในภูมินี้”
ความหมายในคำว่า กามาวจร นี้ มีดังนี้ว่า จิตใดหยั่งลงเป็นไปในกามภูมิโดยการนับเข้า เหตุนั้นจิตนั้นชื่อว่า กามาวจร (จิตที่หยั่งลงเป็นไปในกามภูมิ)